
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวสรุปทิศทางเศรษฐกิจไทยและโอกาสในระดับภูมิภาค ในงานประชุมสุดยอดผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน โดยชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่บริบทใหม่ หรือ “Entering New Horizon” ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกพยายามมองหาพื้นที่ปลอดภัย และหลั่งไหลนำเงินทุนเข้ามายังภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย
นายเอกนิติ ระบุว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยคือ การบริหารจัดการความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการคว้าโอกาสจากกระแสการย้ายฐานการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2037
สำหรับกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นายเอกนิติ เน้นย้ำถึง การใช้นโยบายผลักดันการเติบโตผ่านการลงทุน ซึ่งเห็นผลชัดเจนจากตัวเลขการเติบโตของการลงทุนในไตรมาสที่ 1 ที่ขยายตัว 10% และไตรมาสที่ 2 ที่เติบโตเกือบ 14% ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยภาครัฐได้เร่งเดินหน้ามาตรการเร่งด่วน เช่น Thailand Fast Track และ BOI Fast Track เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ นายเอกนิติ ได้เปรียบเทียบโครงสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐเหมือนทีมฟุตบอล โดยแบ่งออกเป็น:
ภาคเอกชน (กองหน้า) เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะและอาหารแปรรูป, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล, ยานยนต์สมัยใหม่, สุขภาพและการแพทย์ , การค้าและการลงทุน, การท่องเที่ยวมูลค่าสูง และการค้าส่งค้าปลีก
ภาครัฐ (กองกลาง) ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน คอย “จ่ายบอลเร็ว” และแก้ปัญหาอุปสรรค โดยแบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน ได้แก่ การเร่งรัดการลงทุน, การส่งเสริมและดูแลกลุ่ม SME, การพัฒนาศักยภาพกำลังคน และการปลดล็อกกติการวมถึงข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค
ส่วนการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง เปรียบเสมือน (กองหลัง) ที่ต้องยึดมั่นในวินัยการเงินการคลังเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยสะท้อนจากตลาดหุ้นไทยที่มีเงินทุนไหลเข้ากว่า 70,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี และดัชนีปรับตัวขึ้นจากระดับ 1,300 จุด มาอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด
ทั้งนี้ นายเอกนิติ ระบุว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน โดยให้ภาคเอกชนเป็นคนนำ และต้องมีการติดตามผลอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจกับธุรกิจ เชื่อมผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ร่วมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาคน ตลอดจนรัฐบาลกับภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและผลักดันข้อเสนอให้เกิดผลจริง และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน กรอ. จะเป็นส่วนสำคัญในการการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายประเทศที่มีรายได้สูงในปี 2037 โดยแบ่งงานเป็น 4 เสาที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การลงทุนและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การค้าและเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาคน และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการตามข้อเสนอแนะและวาระของธนาคารโลก (World Bank) เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้บรรลุเป้าหมายตามกรอบเวลาที่วางไว้
ส่วนการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก (World Bank / IMF Annual Meetings) ที่ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม ซึ่งจะใช้โอกาสนี้นำเสนอวาระของประเทศ (Country Agenda) ในธีม “Entering New Horizon, Empowering People, Building Resilience”
ทั้งนี้ นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) รัฐบาลได้เตรียมน้อมนำหลักการทรงงานมาเผยแพร่ เพื่อแสดงให้ทั่วโลกเห็นถึงหลักการทรงงาน “ระเบิดจากข้างใน” และโครงการพระราชดำริ

กกร. ผนึกรัฐ-World Bank ขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” พร้อมจัดทำ White Paper ต่อยอดเวทีโลก
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า การ Reinvent Thailand ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่คือการยกระดับฐานเศรษฐกิจเดิมและเปิดพื้นที่ให้เครื่องยนต์ใหม่เติบโต โดยต้องอาศัย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ องค์กรความรู้และมาตรฐานระดับโลก การขับเคลื่อนอย่างมีเอกภาพของภาคเอกชน และนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน น่าเชื่อถือ และต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนา Ecosystem ที่พร้อม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ครอบคลุมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Data และระบบการเงิน เพื่อเปลี่ยนการลงทุนระลอกใหม่ให้เป็น New Growth Engines และนำประเทศไทยไปสู่ High-Value, Resilient and Inclusive Growth
ทั้งนี้ โมเมนตัมที่เริ่มต้นจาก Bangkok Business Summit จะสามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือของภาคธุรกิจในระดับภูมิภาค และในอนาคตอาจพัฒนาไปสู่ Regional Business Summit ที่ภาคธุรกิจ ASEAN สามารถร่วมกันกำหนดและขับเคลื่อน Agenda ที่สำคัญของภูมิภาค
ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การค้าโลกกำลังเผชิญทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้า เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานใหม่ ทุกอุตสาหกรรมจึงต้องเตรียมพร้อมตลอดทั้งห่วงโซ่
ขณะที่ประเทศไทยต้องเร่งเจรจาการค้า ทั้งด้านสินค้า บริการ ดิจิทัล มาตรฐาน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รัฐบาลในอาเซียนต้องร่วมกันสร้างห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาค เชื่อมระบบศุลกากร โลจิสติกส์ และมาตรฐาน แทนการแข่งขันลดมาตรฐานหรือให้สิทธิประโยชน์แข่งกันเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ การยกระดับกติกาดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดต้นทุนผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยใช้กลไก กรอ. ผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยมีฐานอุตสาหกรรมและ Supply Chain ที่สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 60 ปี และได้รับความเชื่อถือด้านคุณภาพและมาตรฐาน จึงมีความพร้อมต่อยอดไปสู่ Intelligent Industry และเพิ่มบทบาทใน Global Supply Chain การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องมีพลังงานที่มั่นคงและต้นทุนแข่งขันได้ แผน PDP 2026 ที่สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ระบบ Logistics ที่เชื่อมโยงอาเซียน การปฏิรูปกฎระเบียบ และการพัฒนาทุนมนุษย์ ควบคู่กับการส่งเสริม Made in Thailand และ Local Content เพื่อให้การลงทุนก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาซัพพลายเออร์ไทย สร้างงานทักษะสูง และเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ
World Bank–IFC พร้อมเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของไทย
Mr. Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงประเทศไทยควรทำอะไร แต่คือจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ซึ่งวันนี้ได้เห็นภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมกันภายใต้วิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมมีกลไกในการขับเคลื่อนไปสู่ผลลัพธ์ World Bank และ IFC รู้สึกยินดีที่ได้เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านครั้งที่สอง ขณะเดียวกัน การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จึงขอขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยที่ร่วมเป็นเจ้าภาพ
อย่างไรก็ตาม กกร. จะรวบรวมข้อเสนอและบทเรียนจากการประชุมจัดทำเป็น White Paper เพื่อเป็นกรอบการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชน และนำไปแลกเปลี่ยนต่อในการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ภายใต้แนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience
โดย ฐานิสร์ ทองนอก





