ภาคธุรกิจ ชี้บริโภคในปท.ยังฟื้นไม่ชัดเจน แม้มี “ไทยช่วยไทยพลัส” ลุ้นรัฐจัดมาตรการกระตุ้นศก.ต่อเนื่อง

นายวชิร คูณทวีเทพ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC INDEX) เดือนส.ค.69 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วงวันที่ 24-28 ส.ค. 69 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 41.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้

  • กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 43.4 เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ค.ซึ่งอยู่ที่ 43.2
  • ภาคกลาง อยู่ที่ 42.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 41.7
  • ภาคตะวันออก อยู่ที่ 46.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 46.4
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 38.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 38.1
  • ภาคเหนือ อยู่ที่ 43.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 42.8
  • ภาคใต้ อยู่ที่ 41.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 41.5

โดยปัจจัยบวก ที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือน ส.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่

  • ภาครัฐดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศ
  • สภาพัฒน์ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/69 ขยายตัว 1.9% จากการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงมาก และมีแนวโน้มจะขยายตัวต่ออย่างต่อเนื่อง
  • กนง.มีมติเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ซึ่งมองว่าเป็นการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลาย ควบคู่มาตรการเฉพาะจุด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้
  • การส่งออกในเดือนก.ค.69 ขยายตัวสูงถึง 21.64% ที่มูลค่า 34,789 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ครม.มีมติขยายเวลาการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ระดับ 7% ต่อไปอีก 1 ปี เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน
  • ราคาสินค้าเกษตรหลักหลายรายการ ปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นายวชิร กล่าวว่า ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าไทยในเดือนส.ค.นี้ แม้จะมีสัญญาณบวกอยู่พอสมควร แต่ก็ยังมีสัญญาณลบที่บั่นทอนอีกหลายตัว ที่ทำให้ภาคธุรกิจมองว่าทำให้เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันขยายตัวได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะภาพของเศรษฐกิจโดยรวมในหลายจังหวัด

“ในด้านของการบริโภค แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าการบริโภคในประเทศฟื้นตัวชัดเจน รวมทั้งการลงทุนในหลายจังหวัดที่ไม่ได้เกิดขึ้นชัดเจน การเกษตร การจ้างงานไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นมากนัก โดยเฉพาะการจ้างงานที่ยังมีปัญหาในภูมิภาคต่าง ๆ” นายวชิร ระบุ

อย่างไรก็ดี สำหรับภาพในอนาคต 6 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะมีสัญญาณกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น แม้จะยังมีความกังวลต่อมาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่จะสิ้นสุดลงในเดือนก.ย.นี้

“หลายธุรกิจมองว่า การบริโภคในประเทศยังไม่เข้มแข็งพอ หากรัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้นการบริโภคต่อเนื่อง อาจจะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ชะลอตัวลง หรือแย่กว่าปัจจุบันได้…เพราะฉะนั้น ต้องติดตามใกล้ชิดในช่วงเดือนต.ค. จึงจะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า หากไม่มีนโยบายต่อเนื่อง สัญญาณจากภาคธุรกิจจะเป็นอย่างไร” นายวชิร กล่าว

ข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา

  1. แนวทางบริหารจัดการน้ำและการวางแผนรับมืออุทกภัย พร้อมระบบเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติให้กับประชาชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า
  2. การบริหารจัดการต้นทุนของปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ และราคาปุ๋ยทางการเกษตร
  3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงรุก และจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงปลายปี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศ
  4. บริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุน ความผันผวน และหนี้สินภาคครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาปัจจัยกดดันด้านต้นทุน และกาลังซื้อที่เปราะบางให้กับภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง
  5. การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติ จากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และการตรวจมาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวด
  6. การดูแลรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออก และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด