ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดทรงตัว ตลาดกังวลตะวันออกกลาง-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นยุโรปปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันอังคาร (8 ก.ย.) ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่หุ้น Novartis ร่วงหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังรายงานความล้มเหลวครั้งที่ 2 ของโครงการพัฒนายา

  • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 649.60 จุด ลดลง 0.30 จุด หรือ -0.05%
  • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,317.98 จุด เพิ่มขึ้น 11.83 จุด หรือ +0.14%
  • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,007.63 จุด เพิ่มขึ้น 1.10 จุด หรือ +0.00%
  • ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,811.66 จุด ลดลง 10.47 จุด หรือ -0.10%

ดัชนีตลาดหุ้นสวิตเซอร์แลนด์ร่วงลง 1.6% โดยถูกกดดันจากหุ้น Novartis ซึ่งดิ่งลง 10.9%

Novartis เป็นหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 หลังบริษัทผู้ผลิตยาของสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยว่า ยาทดลองสำหรับรักษาโรคกล้ามเนื้อลีบไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้าย ข่าวดังกล่าวมีขึ้นเพียง 1 วันหลังบริษัทเปิดเผยว่ายาทดลองสำหรับลดคอเลสเตอรอลก็ไม่ผ่านการทดลองระยะสุดท้ายที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 0.6% ขณะที่ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 98 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นหลังกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งมีความใกล้ชิดกับอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเมืองต่าง ๆ ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตอกย้ำความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจขยายวงไปยังพื้นที่อื่นในภูมิภาค และส่งผลกระทบต่ออุปทานเชื้อเพลิงในตลาดโลก

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวขึ้นเช่นกัน หลังราคาทองแดงเพิ่มขึ้น โดยหุ้น Boliden, Antofagasta และ KGHM ปรับตัวขึ้นระหว่าง 4.6-6.3% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ยุโรปโดยรวมพุ่งขึ้น 2%

ด้านเศรษฐกิจ การส่งออกของเยอรมนีลดลงอย่างไม่คาดคิดในเดือนก.ค. โดยการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและจีนที่ลดลงสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการค้าในเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป

ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงได้ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง และเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงเทขายในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งสนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไปเป็นเวลานานขึ้น

นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในวันพฤหัสบดีนี้ แม้ผู้กำหนดนโยบายจะส่งสัญญาณว่ามีความต้องการจำกัดในการคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติม แต่ตลาดยังคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปี 2570

นักวิเคราะห์ของ ING ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หาก ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหลังเดือนก.ย. จะทำให้นโยบายการเงินเปลี่ยนจากระดับที่มุ่งสร้างความมั่นใจในการรับมือความเสี่ยง ไปสู่ระดับที่เข้มงวดอย่างแท้จริง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจสนับสนุนเพียงพอ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยในช่วงปลายสัปดาห์นี้ โดยรายงานเงินเฟ้อดังกล่าวจะมีขึ้นหลังข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งส่งผลให้ตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนนี้

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช