
ข่าวความเคลื่อนไหวของหลายประเทศในยุโรปที่พากันโยกย้ายทองคำสำรองออกจากสหรัฐอเมริกาเมื่อไม่นานมานี้ ได้ทำให้ตลาดหันมาสนใจเกี่ยวกับกระแสความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นในด้านความปลอดภัยของทุนสำรองและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังประเมินสมดุลระหว่างทองคำและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐใหม่อีกครั้ง
ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางในยุโรป
ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ว่า ธนาคารกลางได้โยกย้ายทองคำจำนวน 86 ตันออกจากนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ และกรุงออตตาวาของแคนาดา ไปเก็บไว้ที่กรุงลอนดอนของอังกฤษ ในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค.ปีนี้ โดยหลังจากการโยกย้ายดังกล่าว สัดส่วนทองคำสำรองของเนเธอร์แลนด์ที่ฝากไว้ในนิวยอร์กได้ลดลงจาก 31.3% เหลือ 18.5% ขณะที่สัดส่วนทองคำสำรองที่ฝากไว้ในกรุงลอนดอนเพิ่มขึ้นจาก 18.1% เป็น 32.1%
ธนาคารกลางฝรั่งเศสได้ดำเนินการในลักษณะคล้ายกันก่อนหน้านี้ โดยธนาคารกลางฝรั่งเศสเปิดเผยในเดือนเม.ย. ว่า ธนาคารกลางได้เสร็จสิ้นการโยกย้ายทองคำจำนวน 129 ตันที่เคยฝากไว้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ในช่วงเดือนก.ค. 2568 – ม.ค. 2569 ซึ่งจำนวนดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 5% ของทองคำสำรองทั้งหมดของฝรั่งเศส
ธนาคารกลางเยอรมนีได้ลดปริมาณการถือครองทองคำในต่างประเทศลงเช่นกัน โดยได้โยกย้ายทองคำจำนวน 674 ตันกลับประเทศในช่วงปี 2556-2560 ซึ่งประกอบด้วยทองคำจำนวน 300 ตันจากนิวยอร์ก และ 374 ตันจากปารีส ส่วนในปีนี้ เยอรมนีเผชิญกับเสียงเรียกร้องให้ขนทองคำกลับประเทศเพิ่มอีก ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นและความขัดแย้งทางการค้าข้ามภูมิภาคแอตแลนติกที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
ส่องความเห็นจากเหล่านักวิเคราะห์
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บรรดานักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของทุนสำรองในต่างประเทศและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
นาเดอร์ อันตาร์ รองประธานบริหารของบริษัท บริงก์ส โกลบอล เซอร์วิสเซส (Brink’s Global Services) กล่าวว่า “ความไม่แน่นอนทั้งในทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ประกอบกับการที่ทองคำมีบทบาทมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์ จึงดูเหมือนว่าปัจจัยเหล่านี้จะมีส่วนทำให้เกิดแนวโน้มดังกล่าว”
โลรองต์ ชวาร์ตซ์ ประธานสถาบันการค้าทองคำแห่งชาติของฝรั่งเศส (National Gold Counter) กล่าวว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ ได้ปรับเปลี่ยนสถานที่เก็บทองคำของตนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว พร้อมเสริมว่า “สภาพแวดล้อมทางการเมืองในปัจจุบันของสหรัฐฯ อาจกระตุ้นให้ธนาคารกลางบางส่วนหันไปใช้สถานที่จัดเก็บทองคำแห่งอื่นนอกสหรัฐฯ”
เฟรเดอริก ชไนเดอร์ นักวิจัยอาวุโสฝ่ายกิจการระดับโลกจากสภาตะวันออกกลาง (Middle East Council) ในกาตาร์ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ มีความพยายามที่จะถือครองทองคำสำรองของประเทศตนเองให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่สหรัฐฯ นำสกุลเงินดอลลาร์ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ และระบบการชำระเงินโลก มาใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นนั้น ได้กระตุ้นให้หลายประเทศต้องกลับมาประเมินวิธีการและสถานที่ในการเก็บทองคำสำรองใหม่อีกครั้ง
พอล โดโนแวน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก ยูบีเอส โกลบอล เวลท์ แมเนจเมนท์ (UBS Global Wealth Management) กล่าวว่า มาตรการที่มุ่งเพิ่มสภาพคล่องในการถือครองทองคำนั้น “ไม่ใช่พฤติกรรมปกติ” และเมื่อพิจารณาจากการที่ธนาคารกลางต่าง ๆ บริหารจัดการทุนสำรองอย่างระมัดระวังแล้ว การปรับเปลี่ยนเช่นนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่รุนแรงเกี่ยวกับ “ความไว้วางใจ” และชื่อเสียงในระดับนานาชาติของสหรัฐฯ
ทิศทางราคาทองคำและผลการสำรวจของสภาทองคำโลก
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการประเมินบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในทุนสำรองของตน
แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นสอดคล้องกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ยังคงในระดับสูง โดยราคาทองคำเคยพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนม.ค. ก่อนย่อตัวลงมาปิดที่ระดับ 4,439.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กในวันอังคาร (8 ก.ย.)
ผลการสำรวจทองคำสำรองของธนาคารกลางประจำปี 2569 ซึ่งจัดทำโดยสภาทองคำโลก (WGCl) พบว่า 74% ของธนาคารกลางที่เข้าร่วมการสำรวจคาดการณ์ว่า สัดส่วนของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในทุนสำรองทั่วโลกจะลดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่ 84% คาดว่า สัดส่วนของทองคำในทุนสำรองจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ 45% คาดว่าจะเพิ่มการถือครองทองคำของตนในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
ผลการสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ ได้เข้าซื้อทองคำในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มากกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วอย่างมีนัยสำคัญ
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข





