
สภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council) ในสิงคโปร์ เปิดเผยผลสำรวจในวันอังคาร (8 ก.ย.) ระบุว่า อาเซียนยังคงเป็นตลาดเติบโตอันดับหนึ่งของบริษัทในสหภาพยุโรป (EU) โดย 78% ของผู้แทนภาคธุรกิจคาดว่า การค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า
ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจครั้งที่ 12 ของสภาฯ ระบุว่า สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 71% ในปี 2568 ขณะที่อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจดีที่สุดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า ประมาณ 78% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจวางแผนที่จะขยายกิจการในตลาดอาเซียนอย่างน้อยหนึ่งแห่ง โดยมีเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นสองเป้าหมายหลัก
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ยังคงเป็นข้อกังวลหลัก โดย 81% ระบุว่า เรื่องนี้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอาเซียนลดลง
ส่วนกลุ่มบริษัทที่กำลังปรับห่วงโซ่อุปทานท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้านั้น มี 67% ที่กำลังพิจารณาใช้อาเซียนเป็นฐานสำรองหรือฐานเสริม
มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีและความลักลั่นของกฎระเบียบยังคงเป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนในอาเซียน โดย 73% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจระบุว่า กำแพงการค้าที่สูงเกินไปส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ดี คริส ฮัมฟรีย์ ผู้อำนวยการบริหารสภาธุรกิจ EU-ASEAN กล่าวว่า “ภูมิภาคนี้มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจนเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานที่น่าดึงดูด ทั้งขนาดตลาดและกำลังซื้อ ทำเลยุทธศาสตร์ และการเชื่อมโยงในภูมิภาค การจัดการกับอุปสรรคด้านกฎระเบียบและความติดขัดข้ามพรมแดนจะช่วยเสริมสร้างการรวมกลุ่มตลาด ทำให้ภาคธุรกิจได้รับประโยชน์มากขึ้นจากขนาดโดยรวมของอาเซียน และช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางการค้าให้มากขึ้น”
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





