
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เห็นชอบในหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็น 3 ระดับ เพื่อจูงใจค่ายรถลงทุนตั้งฐานผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ลดการนำเข้ารถ EV เพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว พร้อมผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค โดยมอบหมายกรมสรรพสามิตเร่งพิจารณารายละเอียดอัตราภาษีที่เหมาะสม ก่อนเสนอครม.
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า บอร์ด EV ได้เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีสัดส่วนคิดเป็นราว 2% ของ GDP และมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 15% ของมูลค่าการส่งออกรวม อีกทั้งไทยยังมีฐานผลิตแข็งแกร่งจากการเป็น “Detroit of Asia”
แต่จากข้อมูล พบว่า แม้ปริมาณการใช้รถ EV ในประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการนำเข้ามาจำหน่าย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออุตสาหกรรม การผลิตภายในประเทศ ดังนั้น กรมสรรพสามิตจึงได้เสนอแนวทางปรับโครงสร้างภาษีภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่
1. ดึงดูดการลงทุน เพื่อลดการนำเข้าเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว
2. ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออก สำหรับกลุ่มประเทศในภูมิภาคและกลุ่มประเทศที่ใช้รถยนต์พวงมาลัยขวา
3. เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) และพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย ซึ่งบอร์ด EV ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ
“ทางบอร์ด EV ได้เห็นชอบในหลักการทั้งสามเรื่อง ซึ่งจะใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเป็นตัวขับเคลื่อนอย่างเดียว โดยจะไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ เราเคยใช้ EV 3 กับ EV 3.5 มาแล้ว ซึ่งขณะนั้นใช้งบประมาณจำนวนหนึ่ง แต่ครั้งนี้จะใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตจูงใจให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ประการ”นายพรชัย กล่าว
สำหรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่จะแบ่งออกเป็น 3 อัตรา (3 Tier) เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่นักลงทุน ได้แก่
– อัตราภาษีต่ำสุด สำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตในประเทศ และมีการใช้ ชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศ (Local Content) ตามเกณฑ์ที่กำหนด
– อัตราภาษีปานกลาง สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์มา เพื่อทดลองตลาด หรือเป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุน โดยมีการวางแผนและลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศควบคู่กันไป
– อัตราภาษีสูงสุด สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการลงทุนผลิตในประเทศไทย
ทั้งนี้ อัตราภาษีใน Tier สูงสุดจะเริ่มมีผลบังคับใช้ก่อน ซึ่งภาคเอกชนจาก 3 สมาคมยานยนต์ได้แสดงความเห็นชอบกับแนวทางดังกล่าวแล้ว แต่ได้ขอหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาผ่อนผันก่อนเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวต่อไป
สำหรับความชัดเจนเรื่องอัตราภาษีนั้น คณะอนุกรรมการ EV ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพิจารณาและนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมเพื่อหาข้อสรุปต่อไป
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการภาษีจะมีการพิจารณาออกมาอย่างเหมาะสม และคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือน ก.ย. นี้ และเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยทั้งหมดเป็นอำนาจของ ครม.
*เล็งหารือเอกชนเคาะ Grace Period
นายพรชัย กล่าวถึง แนวทางการกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) สำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า เรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องมีการหารือกับทางภาคเอกชน เนื่องจากกระบวนการนำเข้ารถยนต์ต้องใช้เวลา ไม่สามารถสั่งซื้อและนำเข้ามาได้ในทันที แต่จะต้องมีการวางแผน ทั้งในเรื่องของกระบวนการผลิตและการทำตลาดร่วมด้วย
นอกจากนี้ ในส่วนของเกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า ที่ผ่านมามีการนับมูลค่าต้นทุนบางส่วนเข้ามาคำนวณ แต่ในรอบนี้ มีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนเกณฑ์ โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีมูลค่าสูงและเป็นชิ้นส่วนสำคัญจริง ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันให้จัดตั้งคณะทำงานหรือคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลและกำหนดรายละเอียดในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

*ตั้ง 2 อนุฯ ลุยซัพพลายเชน-สถานีชาร์จ มอบคลังหามาตรการหนุน EV เชิงพาณิชย์-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแผนการเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณแบตเตอรี่ใช้แล้วที่จะเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในอนาคต โดยเน้นการบริหารจัดการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาแพลตฟอร์มติดตามแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต รวมไปถึงการ Reuse และ Recycle เช่น การนำไปทำเป็น Second Life นำไปใช้ต่อในระบบกักเก็บพลังงาน หรือ บางส่วนนำไปรีไซเคิลเพื่อสกัดแร่สำคัญกลับมาใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้วางแนวทางการกำจัดซากรถยนต์ที่หมดอายุใช้งาน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นควบคู่กันไป
นายนฤตม์ กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินงานมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม ที่ประชุมบอร์ด EV ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ได้แก่
1. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีรมว.อุตสาหกรรมเป็นประธาน ทำหน้าที่ดูแลการพัฒนา ห่วงโซ่อุปทาน การกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและการกำจัดซากรถยนต์
2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาโครงข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) มีรมว.พลังงานเป็นประธาน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จให้ครอบคลุม
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง ไปพิจารณาการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าประเภทเชิงพาณิชย์ เช่น รถบัส และรถบรรทุกไฟฟ้า รวมถึง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มดังกล่าวยังมีสัดส่วนการเติบโตไม่มากนัก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิตและการใช้งานในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น
*ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าพุ่งเกิน 50% ของรถใหม่ ชูไทยฐานผลิตใหญ่สุดในอาเซียน
ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยพบว่า ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในปัจจุบันที่มีสัดส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (รวม BEV, Hybrid และ Plug-in Hybrid) มากกว่า 50% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในปีนี้
นายนฤตม์ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบย้อนหลังไป 5 ปีที่แล้ว รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) มีสัดส่วนเพียง 0.3% เท่านั้น แต่ปัจจุบันขยับขึ้นมาเกือบ 30% ขณะที่รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ปัจจุบันมีสัดส่วนราว 23% โดยปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
นายนฤตม์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระตุ้นดีมานด์เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจร ทั้งการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ EV, การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ และการพัฒนานวัตกรรมสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่งและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงติดอันดับต้น ๆ ของโลก
ทั้งนี้ นายนฤตม์ กล่าวว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะ BEV เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มไฮบริดและไมลด์ไฮบริด (Mild Hybrid) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์รายเดิมสามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมั่นคง
โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น 4 รายใหญ่ ได้แก่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส, อีซูซุ, ฮอนด้า และมาสด้า ได้ทยอยประกาศแผนการลงทุนต่อเนื่องในไทย รวมมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท โดยจะมีการลงทุนต่อเนื่องไปจนถึงปี 2572-2573 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน



