ก.ล.ต. กางแผนยกระดับตลาดทุนไทย เร่งผลักดัน TISA หั่นเวลา IPO จ่อเปิดทาง Special Track ขันน็อตบังคับใช้ กม.ฟื้นเชื่อมั่น

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ พัฒนาการและการเติบโตของเทคโนโลยีทางการเงินการลงทุน รวมถึงมาตรฐานและกติกาสากลในด้านสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว เป็นปัจจัยที่มีผลต่อ “ตลาดการลงทุนไทย” ในหลายด้าน ทั้งต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าและความผันผวนของตลาดการลงทุน ความเสี่ยงทางไซเบอร์ และการหลอกลวงลงทุน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) และการใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานการเข้าถึงการลงทุนของประชาชนได้

ก.ล.ต. ได้ดำเนินมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่น “Resilience” แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เกิดความยั่งยืนระยะยาว โดยขับเคลื่อนตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็น “ตลาดการลงทุนไทย” ที่มีคุณภาพ พร้อมรับมือกับปัจจัยต่าง ๆ โดยมีความคืบหน้าที่สำคัญในแต่ละด้าน ดังนี้

*มุ่งเป้าหมาย “สร้างคุณภาพ” ตลาดการลงทุนไทย

ก.ล.ต. ได้ร่วมกับกระทรวงการคลัง สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานการออมที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนระยะยาว และกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย สะดวก และมีแรงจูงใจที่เหมาะสม รวมทั้งเป็นการขยายฐานผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ๆ เพื่อสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น

ก.ล.ต.เดินหน้าผลักดันโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) คาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในช่วงต้นปี 70 โดยขณะนี้ได้เร่งทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเงื่อนไขระยะเวลาลงทุนเบื้องต้นจะมีระยะเวลา 5 ปี และสิทธิประโยชน์ของโครงการจะมี 2 ส่วน ได้แก่ การลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกัการลงทุนเพื่อการเกษียณ โดยเริ่มต้นให้ลงทุนในหลักทรัพย์ไทยก่อนทั้งหุ้นและตราสารหนี้ และ การยกเว้นภาษีที่ได้จากดอกเบี้ยและเงินปันผล

นางพรอนงค์ กล่าวว่า โครงการ TISA นอกจากจะช่วยกระตุ้นและจูงใจวินัยการออมแล้วยังช่วยกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนหันมาสร้างผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเพิ่มมากขึ้น เพราะการลงทุนในโครงการ TISA หากลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้มีการจ่ายเงินปันผล ผู้ลงทุนก็จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ในส่วนที่ 2 ที่เป็นการยกเว้นภาษีที่มาจากอัตราดอกเบี้ยและเงินปันผล

ก.ล.ต. เชื่อว่าโครงการ TISA จะสามารถขยายฐานผู้ลงทุนได้มากขึ้น จากปัจจุบันเฉพาะบัญชีหลักทรัพย์ทั้งหมดมี 7 ล้านบัญชี และมีบัญชีหลักทรัพย์ที่มีการเคลื่อนไหวบ้างจำนวน 5 ล้านบัญชี แต่หากเป็นบัญชีที่ Active จริงๆ มีไม่ถึง 1 ล้านบัญชี ในขณะที่จำนวนประชากรในประเทศไทยมีกว่า 60 ล้านคน TISA จึงเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ขยายฐานผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาได้

ในขณะเดียวกัน ก.ล.ต.ยังปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตเสนอขายหุ้นออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรกให้มีความกระชับขึ้น (Streamline IPO process) โดยเน้นแนวทางการเปิดเผยข้อมูล (More disclosure-based) ร่วมกับเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ ทั้งนี้ ก.ล.ต. ตั้งเป้าลดระยะเวลาการพิจารณา IPO เหลือ 60-100 วัน จากเดิมที่ใช้เวลาเฉลี่ย 147 วัน คิดเป็นการลดลง 30-60%

สำหรับการปรับปรุงกระบวนการดังกล่าว ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้สอบบัญชี เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุน และช่วยดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพให้มาระดมทุนในตลาดทุนไทย โดยมีการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเหมาะสม เช่น เรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากล

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการ BOI to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน โดยได้เห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ เงื่อนไขคุณสมบัติของบริษัท New Economy และกำหนดช่องทางพิเศษ (Special Track) เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดึงดูดการเข้ามาลงทุนของกลุ่มธุรกิจ New Economy ในไทย แต่ในปัจจุบันยังคงต้องมีการศึกษาและดูเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของการทำ Duo listing เพื่อที่จะมารองรับธุรกิจจากต่างประเทศที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ในส่วนของธุรกิจในประเทศเองก็มี 3 ธุรกิจที่เป็น New Economy ที่กำลังเตรียมตัวเข้ามาในตลาดหุ้นไทย ซึ่ง ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารต่างๆ

*การพัฒนาการระดมทุนรูปแบบใหม่ พร้อมคุ้มครองผู้ลงทุน

ก.ล.ต. ได้ส่งเสริมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ ทั้งการระดมทุนรูปแบบใหม่ๆ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการออกผลิตภัณฑ์และการทำธุรกรรมในตลาดทุน ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความหลากหลายสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการเงินทุนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้กับผู้ลงทุน รวมทั้งได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ส่งเสริม Securities Tokenization เพื่อรองรับการนำหลักทรัพย์มาแปลงให้อยู่ในรูปโทเคน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมในตลาดทุนดิจิทัล เช่น หน่วยลงทุน (tokenized fund) ซึ่งหลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 69 การส่งเสริมนวัตกรรมเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ พัฒนาการทางเทคโนโลยีร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะรองรับการกำกับดูแลที่เหมาะสม เมื่อกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์มีผลใช้บังคับ

ก.ล.ต. ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงินในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการใช้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์การโอนเงินระหว่างประเทศ โดยได้ออกหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น การออกหลักเกณฑ์ Travel Rule ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. 70 และมีแนวคิดในการกำกับดูแลการทำธุรกรรม stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ได้ขับเคลื่อนการเตือนภัยหลอกลงทุนในหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสกัดกั้นช่องทางภัยหลอกลงทุน ได้ภายใน 7 นาที – 48 ชั่วโมง และสามารถปิดกั้นบัญชีที่ได้รับแจ้งครบ 100% ของจำนวนบัญชีที่ได้รับแจ้ง นอกจากนี้ จะมีการขยายผลการดำเนินการ โดยนำเทคโนโลยีมาตรวจจับการหลอกลงทุน และต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer

ปัจจุบันผู้ลงทุนได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการเช็กข้อมูลก่อนลงทุนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านสถิติการรับแจ้งภัยหลอกลงทุนของ ก.ล.ต. โดยในช่วงปี 69 พบการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภัยหลอกลงทุน เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เน้นการทำหน้าที่ป้องกันการหลอกลงทุนก่อนที่จะเกิดความเสียหายกับประชาชนให้มากขึ้น

*เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายทั้งกระบวนการ

นางพรอนงค์ ยังระบุว่า จากที่ ก.ล.ต. ดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายสามารถดำเนินการได้อย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวนเคสที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากที่มีอยู่ โดยอายุเคสที่นานสุดลดลงจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี รวมทั้งอายุเคสเฉลี่ยลดลงจาก 2.3 ปี เหลือ 1.5 ปี

“ก.ล.ต.ร่วมผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่ ก.ล.ต. กำกับดูแล เพื่อให้ทันสมัย เป็นสากล และสามารถสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีกฎหมายที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงรวม 5 ชุด เช่น ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ชุด Trust & Confidence และ ร่าง พ.ร.บ. 4 ฉบับ ชุดยกระดับการกำกับตลาดทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับการระดมทุนทั้งกระบวนการ รวมทั้งการให้พนักงาน ก.ล.ต. สอบสวนร่วมในการทำคดี เฉพาะคดีที่มีผลกระทบสูงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ (high impact) เพิ่มประสิทธิภาพในชั้นก่อนฟ้องคดี ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแล้ว” นางพรอนงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน เช่น การทำหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัท IPO การปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (MT) และการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุน รวมทั้งได้เห็นชอบแนวทางทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายตามข้อเสนอตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทตลาดปัจจุบัน ลดอุปสรรคในการซื้อขายของผู้ลงทุน และสนับสนุนสภาพคล่องและรักษาความเป็นธรรมของตลาดทุนไทย

โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล

ข่าวล่าสุด