
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะจ่ายเงินจำนวน 5,000 ดอลลาร์ หรือราว 165,000 บาท ซึ่งจะเรียกว่า “เงินปันผลทรัมป์” (Trump dividend) ให้แก่ชาวอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคน หากพรรครีพับลิกันชนะเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยยังคงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร
สำนักข่าวรอยเตอร์ออกรายงานวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับมาตรการแจกเงินดังกล่าว
*ใครจะได้รับเงิน และเงินจะมาจากไหน?
ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลจะจ่ายเช็คเงินดังกล่าวให้แก่พลเมืองสหรัฐที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคน ซึ่งสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐประเมินว่ามีประมาณ 240 ล้านคน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณทั้งหมดราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 39.64 ล้านล้านบาท
เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐอาจนำรายได้จากภาษีศุลกากรมาจ่ายเงินดังกล่าว โดยสหรัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรจำนวนมากจากการทำสงครามการค้าของทรัมป์
สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (CBO) ประเมินว่า รัฐบาลสหรัฐได้จัดเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรไปแล้ว 167,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน แต่จำนวนดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่าย 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับโครงการจ่ายเงินที่ทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธ
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ขณะที่การขาดดุลในปัจจุบันกำลังสร้างความวิตกอย่างมากต่อเจ้าหน้าที่สหรัฐ
CBO ประเมินว่า ในปีงบประมาณปัจจุบัน รัฐบาลจะมีการขาดดุลงบประมาณ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีข้างหน้า เนื่องจากประชากรมีอายุมากขึ้น
*การจ่ายเงินดังกล่าวถูกกฎหมายหรือไม่?
ผู้สมัครรับเลือกตั้งมักให้คำมั่นว่าจะมอบผลประโยชน์ต่าง ๆ แก่ประชาชนเพื่อแลกกับคะแนนเสียงที่จะได้รับ
ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะลดภาษีให้แก่ผู้สูงอายุ คนทำงานที่ได้รับทิป และกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ และต่อมาเขาก็ดำเนินการตามคำสัญญาดังกล่าวผ่านกฎหมายที่เรียกว่า “One Big Beautiful Bill” ในปีถัดมา
ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต รวมทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยให้คำมั่นว่าจะจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนจากโควิด-19 รอบที่สาม ในการเลือกตั้งที่รัฐจอร์เจียในปี 2021 และได้ดำเนินการจ่ายเงินจริงหลังจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง และสามารถควบคุมสภาคองเกรส
ทั้งนี้ ศาลฎีกาสหรัฐเคยมีคำตัดสินว่า คำมั่นสัญญาที่มีลักษณะดังกล่าวสามารถทำได้ตามกฎหมาย โดยในคำตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อปี 1982 ศาลฎีกาสหรัฐได้กลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้เพิกถอนผลการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ในรัฐเคนทักกี เนื่องจากเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเคยสัญญาว่าจะประหยัดเงินภาษีประชาชนด้วยการลดเงินเดือนของกรรมาธิการประจำเทศมณฑล
นอกจากนี้ การนำโครงการเงินปันผลของทรัมป์ขึ้นฟ้องต่อศาลอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจประสบปัญหาในการพิสูจน์ว่าพวกเขาได้รับความเสียหายโดยตรงจากโครงการดังกล่าว
*โครงการนี้จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสหรือไม่?
จำเป็น
รัฐธรรมนูญสหรัฐให้อำนาจสภาคองเกรสในการอนุมัติการใช้จ่ายของรัฐบาล
ปัจจุบันพรรครีพับลิกันของทรัมป์ควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่มีเสียงข้างมากเพียงเล็กน้อย และสมาชิกพรรคหลายคนได้แสดงท่าทีสนับสนุนโครงการดังกล่าว
ทางด้านพรรคเดโมแครตย่อมต้องคัดค้านโครงการดังกล่าว และอาจสามารถขัดขวางการผ่านกฎหมายฉบับนี้ในวุฒิสภา เนื่องจากการผลักดันกฎหมายส่วนใหญ่ในวุฒิสภาจำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 60 เสียง
อย่างไรก็ดี พรรครีพับลิกันอาจใช้กระบวนการด้านงบประมาณที่ซับซ้อนเพื่อหลีกเลี่ยงการคัดค้านจากพรรคเดโมแครต และผลักดันร่างกฎหมายให้ผ่านสภาด้วยคะแนนเสียงจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน โดยไม่ต้องพึ่งพาคะแนนเสียงจากเดโมแครต
พรรครีพับลิกันประสบความสำเร็จในการใช้แนวทางนี้มาแล้วสองครั้ง นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 แต่พรรคกำลังประสบปัญหาในการผลักดันงบประมาณลักษณะเดียวกันเป็นครั้งที่สาม
พวกเขามีเวลาเหลือไม่มากก่อนการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดเปิดประชุมเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงวันเลือกตั้ง
*รัฐบาลสหรัฐเคยแจกเงินโดยตรงแก่ประชาชนมาก่อนหรือไม่?
เคย
สภาคองเกรสเคยอนุมัติการจ่ายเงินโดยตรงให้แก่ประชาชน 3 ครั้ง ได้แก่ ในเดือนมีนาคม 2020, เดือนธันวาคม 2020 และเดือนมีนาคม 2021 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยเหลือประชาชนในการรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐจ่ายเงินต่อผู้ใหญ่หนึ่งคนจำนวน 1,200 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2020, 600 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2020 และ 1,400 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2021 แต่ไม่ได้จ่ายเงินให้แก่ผู้ที่มีรายได้สูง
คณะกรรมการกำกับดูแลของสภาคองเกรสระบุว่า มีการจ่ายเงินทั้งหมด 476 ล้านครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวม 814,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดี ผู้ตรวจสอบพบปัญหาในการดำเนินงานหลายประการ รวมถึงการฉ้อโกง และการจ่ายเงินจำนวน 1,400 ล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว
*โครงการนี้จะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน?
งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์พบว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือในช่วงการระบาดของโควิด-19 มีส่วนทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา เนื่องจากได้กระตุ้นความต้องการบริโภคของประชาชนอย่างมาก
เงินช่วยเหลือดังกล่าวยังช่วยผลักดันตลาดหุ้นให้ดีดตัวขึ้น โดยพบว่าปริมาณการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากมีการโอนเงินช่วยเหลือในแต่ละรอบ
อย่างไรก็ตาม เงินปันผลที่ทรัมป์เสนอในครั้งนี้ อาจสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพันธบัตร หากรัฐบาลใช้วิธีการกู้ยืมเงินเพื่อมาจ่ายโครงการนี้
การออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ อาจทำให้ราคาพันธบัตรลดลงอย่างรุนแรง และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น
สิ่งนี้อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะงบประมาณของสหรัฐในช่วงเวลาที่ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายนั้นสูงกว่าค่าใช้จ่ายด้านการทหารอยู่แล้ว
*ทรัมป์เคยให้คำมั่นสัญญาในการแจกเงินลักษณะเดียวกันมาก่อนหรือไม่?
เคย
ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะจ่าย “เงินปันผล” จำนวน 2,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน 2025 จากรายได้ของภาษีศุลกากร และกล่าวว่าโครงการนี้จะไม่ครอบคลุมผู้มีฐานะร่ำรวย
แต่หลังจากนั้น ทรัมป์ก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ทรัมป์ประสบความสำเร็จในการจ่าย “เงินปันผลนักรบ” (Warrior Dividend) จำนวน 1,776 ดอลลาร์ให้แก่ทหารประมาณ 1.45 ล้านนายในเดือนธันวาคม 2025 โดยใช้เงินที่สภาคองเกรสอนุมัติไว้แล้ว
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




