ทรัมป์สวนกระแสเบรก AI ตราหน้ากลุ่มค้านมองโลกแง่ร้ายเกินจริง ย้ำสหรัฐฯ ต้องชนะจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิจารณ์กลุ่มที่ออกมาส่งเสียงเตือนเรื่องอันตรายจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็นกลุ่มที่มองโลกในแง่ร้ายและยกสถานการณ์สมมุติที่ไม่มีวันเกิดขึ้น พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ต้องรักษาตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ต่อไปเพื่อเอาชนะจีน

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ประเทศไอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ (13 ก.ย.) ว่า “ตอนนี้เรานำหน้าจีนเรื่อง AI อยู่แล้ว เราคือประเทศที่เทคโนโลยีล้ำที่สุดในโลก และเอาตรง ๆ ผมก็จะรักษาไว้แบบนี้แหละ เพราะใครชนะเกม AI คนนั้นชนะทุกอย่าง”

“เราจะวางกรอบความปลอดภัย จะทำโน่นทำนี่ก็ได้ทั้งนั้นแหละ แต่ผมว่ามีพวกมองโลกแง่ร้ายเต็มไปหมด ออกมาโวยวายในเรื่องที่ไม่ควรพูด แถมหยิบยกเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงมาขู่กันเปล่า ๆ”

ท่าทีของทรัมป์มีขึ้นหลังจาก ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอแอนโทรปิก (Anthropic) เสนอแนวทาง 3 ขั้นตอนเมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) เพื่อชะลอจังหวะการพัฒนา AI และเปิดทางให้มีเวลาจัดการความเสี่ยง โดยมีผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ร่วมสนับสนุนทันที รวมถึงอีลอน มัสก์ และแซม อัลท์แมน ซีอีโอโอเพนเอไอ (OpenAI)

อาโมเดอีระบุในการสัมภาษณ์รายการ “Face the Nation with Margaret Brennan” ทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส (CBS) เมื่อวันอาทิตย์ว่า การแข่งขันระหว่างบริษัท AI ของสหรัฐฯ กับจีนเป็นโจทย์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมากที่สุดในการตั้งเพดานจำกัดความเร็วของการพัฒนา AI

“เราอย่าหลอกตัวเองกันดีกว่า เพราะผลประโยชน์จากการแซงหน้าคู่แข่งกับความได้เปรียบทางทหารสูงมาก จนระบบตรวจสอบว่าอีกฝั่งแอบตุกติกหรือเปล่าต้องแน่นหนาแบบไม่มีช่องโหว่ เรื่องนี้ต้องใช้เวลาทำกันเป็นปี ๆ และเอาจริงนะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำได้จริงไหม” อาโมเดอีกล่าว

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงในสหรัฐฯ หลังนักวิจัยของแอนโทรปิก 2 คนเตือนว่า ความเร็วในการพัฒนา AI อาจทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้ ส่งผลให้ซีอีโอบางส่วนเริ่มเรียกร้องให้ชะลอการยกระดับขีดความสามารถของโมเดลลง

เจคอบ ค็อกซอน นักวิจัยคนหนึ่งที่ลาออกจากแอนโทรปิกแล้วออกมาเตือนในเรื่องนี้ ได้เรียกร้องผ่านรายการ “Meet the Press” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี (NBC) ให้สหรัฐฯ ร่วมมือกับนานาชาติเพื่อควบคุมอัตราความเร็วของการพัฒนาเทคโนโลยี

“ผมว่าเราต้องคุยกันระดับนานาชาติแล้ว ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องวิ่งแข่งกับจีนแบบเดิมไปเรื่อย ๆ ซึ่งอันตรายพอกันทั้งคู่” ค็อกซอนกล่าว

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มีขึ้น หลังเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการออกกฎระเบียบใหม่เพื่อควบคุม AI ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย สืบเนื่องจากกรณี AI Agent ทำงานนอกเหนือการควบคุมจนเข้าไปแฮกระบบภายนอก ประกอบกับการที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ AI หลายรายตัดสินใจลาออกจากบริษัทเนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงของเทคโนโลยีนี้ ส่งผลให้นักการเมืองสหรัฐฯ ตื่นตระหนกและเรียกร้องให้มีมาตรการรับมือที่เด็ดขาดขึ้น

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์