สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (14 ก.ย.) หลังจากซาอุดีอาระเบียประกาศปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เนื่องจากถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.34 ดอลลาร์ หรือ 1.34% ปิดที่ 101.39 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 1.07 ดอลลาร์ หรือ 1.02% ปิดที่ 105.68 ดอลลาร์/บาร์เรล
ซาอุดีอาระเบียประกาศปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ที่ได้รับความเสียหายหลังถูกโจมตีด้วยโดรน โดยซาอุดีอาระเบียระบุว่าโดรนดังกล่าวมีต้นทางจากอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมระบุว่า การที่ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ของซาอุดีอาระเบียไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้ท่าเรือยันบูซึ่งตั้งอยุ่ในบริเวณทะเลแดง ต้องดึงน้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณรองรับการส่งออกได้เพียง 5 – 7 วันเท่านั้น
ทั้งนี้ ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline มีความยาว 1,200 กิโลเมตร และช่วยให้ซาอุดีอาระเบียสามารถขนส่งน้ำมันดิบโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำมันดังกล่าวลำเลียงน้ำมันประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 4-5% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่านได้เปิดศึกระลอกใหม่กับซาอุดีอาระเบีย ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลและส่งโดรนนับสิบลำเข้าโจมตีฐานทัพอากาศทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย
นอกจากนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (10 ก.ย.) กลุ่มฮูตีได้ยึดเมืองท่าโมคา ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ จากนั้นได้รุกลงไปทางใต้เข้าสู่ช่องแคบบับเอลมันเดบในวันศุกร์ (11 ก.ย.) และยึดเกาะมายุน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางช่องแคบดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มฮูตีสามารถรุกคืบการควบคุมช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมต่อทะเลแดงกับอ่าวเอเดน
อิสมาอีล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน แถลงว่า การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านและประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ในประเทศโอมาน ได้ถูกเลื่อนออกไปตามคำขอของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 90% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% หลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันพุธนี้ (16 ก.ย.) เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่เป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมัน
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





