
ซาอุดีอาระเบียประกาศเตือนภัยด้านความมั่นคงครอบคลุมหลายพื้นที่เมื่อวันอังคาร (15 ก.ย.) รวมถึงในนครเมกกะและเมืองเจดดาห์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดอันดับสองของประเทศ หลังจากถูกกลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านโจมตีอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลางมากขึ้น
ประกาศเตือนภัยดังกล่าวถูกยกเลิกในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ขณะที่ทางการซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้รายงานในทันทีว่า มีวัตถุหรือขีปนาวุธที่ถูกยิงเข้ามาตกในพื้นที่หรือไม่ และยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การแจ้งเตือนครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ประกาศดังกล่าวยังถือเป็นการแจ้งเตือนครั้งแรกสำหรับนครเมกกะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมทุกคนอีกด้วย
กลุ่มฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน สามารถเข้าควบคุมพื้นที่บางส่วนตามแนวชายฝั่งทะเลแดงของเยเมนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ใกล้ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ หนึ่งในเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางจากช่องแคบฮอร์มุซ
กลุ่มฮูตีได้ประกาศความรับผิดชอบต่อการโจมตีครั้งใหญ่หลายครั้งในซาอุดีอาระเบียตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการโจมตีฐานทัพอากาศเมื่อวันจันทร์ (14 ก.ย.) โดยระบุว่า เป็นการตอบโต้การโจมตีทางอากาศในเยเมน
ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียได้กล่าวโทษกลุ่มเคลื่อนไหวที่สนับสนุนอิหร่านอีกกลุ่มหนึ่งที่มีฐานอยู่ในอิรัก สำหรับการโจมตีเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ที่ทำให้ท่อส่งน้ำมันอีสต์-เวสต์ (East-West Pipeline) ซึ่งตัดผ่านทะเลทรายอาระเบียและเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของประเทศต้องหยุดชะงักลง
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช





