ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 600 จุด ในวันพุธ (16 ก.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% และส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้ เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อสูงที่เป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเนื่องจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,461.90 จุด ลดลง 631.21 จุด หรือ -1.21%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,551.81 จุด ลดลง 33.92 จุด หรือ -0.45%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 25,978.42 จุด ลดลง 3.15 จุด หรือ -0.01%
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2566
ส่วนรายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟด ไม่ได้เข้าร่วมการทำรายงาน Dot Plot ดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน
แถลงการณ์ของเฟดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดยการดำเนินนโยบายในการประชุมครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ของคณะกรรมการได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน คณะกรรมการจะยังคงรักษาเสถียรภาพด้านราคา
เควิน วอร์ช ประธานเฟด กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้นนับตั้งแต่การประชุมเฟดครั้งก่อน แต่เงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลง และยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานเกินไป
นักวิเคราะห์จากบริษัท Carson Group กล่าวว่า เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีตามคาด และความจริงก็คือ กรรมการเฟดมีความเป็นเอกภาพอย่างมากในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ นอกจากนี้ เขาให้ความเห็นว่า คณะกรรมการเฟดไม่ได้คิดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในวันข้างหน้าจะบั่นทอนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกัน เงินเฟ้อก็อยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟดมานานถึง 5 ปีแล้ว
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 3% ตามด้วยหุ้นกลุ่มการเงินร่วงลง 1.63% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขยับขึ้น 0.1%
หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงตามทิศทางราคาน้ำมัน หลังจากมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียเสนอที่จะจัดส่งน้ำมันดิบเพิ่มเติมผ่านทางโอมาน ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน ทั้งนี้ หุ้น Chevron ร่วงลง 2.9% หุ้น Exxon Mobil ร่วงลง 3.5% ขณะที่หุ้น Devon Energy และ ConocoPhillips ต่างก็ร่วงลงกว่า 5%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ดีดตัวขึ้น 0.6% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่บรรดาผู้บริหารของบริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ออกมาเตือนให้ชะลอการพัฒนาขีดความสามารถของ AI และร่วมมือกันจัดทำแนวทางความปลอดภัยทั่วทั้งอุตสาหกรรม
หุ้น Intel พุ่งขึ้น 4% หลังจากมีรายงานว่าบริษัท SK hynix ของเกาหลีใต้ กำลังเจรจากับ Intel เกี่ยวกับการผลิตชิปหน่วยความจำในสหรัฐฯ ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้น SK hynix ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 0.6%
หุ้น Robinhood ร่วงลง 5.5% หลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่ผ่านร่างกฎหมายกำกับดูแลคริปโทเคอร์เรนซีฉบับครอบคลุม ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบอย่างมากต่อบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องอดีตวิศวกรสองรายของ Robinhood ในข้อหาใช้ข้อมูลภายในเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์
หุ้น Boeing ร่วงลง 3.7% หลังจาก เคลลี ออร์ตเบิร์ก ผู้บริหารของบริษัทกล่าวว่า การเพิ่มอัตราการผลิตเครื่องบินรุ่น 737 MAX ให้อยู่ที่ระดับ 47 ลำต่อเดือนนั้น ต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





