ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 33.41 อ่อนค่ารับเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด ส่งสัญญาณขึ้นต่อ

ค่าเงินบาท [USDTHB.X] เปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 33.41 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงมาจากเย็นวานนี้ที่ปิดตลาดที่ระดับ 33.29 บาท/ดอลลาร์

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เมื่อคืนนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อในปีนี้ ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงิน

นักบริหารเงิน คาดกรอบเงินบาทวันนี้ จะอยู่ที่ระดับ 33.30 – 33.50บาท/ดอลลาร์

* ปัจจัยสำคัญ

– เงินเยน อยู่ที่ระดับ 156.17 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 155.06 เยน/ดอลลาร์

– เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1460 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1540 ดอลลาร์/ยูโร

– อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 33.264 บาท/ดอลลาร์

– รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางความท้าทายจากระเบียบโลกใหม่ ซึ่งคนไทยและภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยี โดยนำ AI (ปัญญาประดิษฐ์) มาใช้ยกระดับทักษะอาชีพ การดำรงชีวิต การทำธุรกิจ ท่ามกลางสถานการณ์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับปัจจัยท้าทายสำคัญ 5 ด้าน หรือ 5 D อาทิ D ที่ 1.ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ทำให้เกิดภาวะ Decoupling หรือกติกาโลกใหม่ ประเทศไทยที่เป็นประเทศขนาดเล็กต้องหาจุดยืนที่เหมาะสมในความหลากหลายนี้ให้เจอ 

– รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า มีแนวโน้มที่จะเลื่อนเวลาดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศออกไปจากเดิมคือ วันที่ 1 ต.ค.ไปเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซัน) เดือน เม.ย.2570  

– ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความ ผ่านเฟซบุ๊ก เสนอ “10 Big Wins สำหรับตลาดทุนไทย” ระบุว่า หากไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิม โอกาสที่จะเพิ่มการเติบโตให้สูงกว่าระดับ 2% ต่อปีคงเป็นไปได้ยาก โดยการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ไทยอาจต้องพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศมากเกินไป ส่งผลให้ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง และอาจเป็นความเสี่ยง ต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันไทย มีเงินออมในประเทศ 25% ของ GDP ขณะที่ รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับการลงทุนเป็น 30% ของ GDP จึงเกิดช่องว่างระหว่างการออมกับ การลงทุน 5% ของ GDP 

– คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 12-0 ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมวานนี้ (16 ก.ย.) ตามการคาดการณ์ของตลาด
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเมื่อวานนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2566 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 6 ครั้ง รวม 1.75%

– รายงาน Dot Plot ซึ่งแสดงการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่เฟด ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 16 จากทั้งหมด 18 ราย คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ 

– เฟดได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2569 และ 2570 สู่ระดับ 2.3% และ 2.4% ตามลำดับ จากเดิมที่ระดับ 2.2% และ 2.3% ขณะที่คงตัวเลขคาดการณ์ในปี 2571 ที่ระดับ 2.2% และคาดการณ์การขยายตัวในปี 2572 ที่ระดับ 2.1% รวมทั้งคาดการณ์การขยายตัวในระยะยาวที่ระดับ 2.0% 

– เฟดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อตามดัชนี Core PCE ในปี 2569-2572 ที่ระดับ 3.4%, 2.5%, 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ จากเดิมคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2569-2571 ที่ระดับ 3.3%, 2.5% และ 2.1% ตามลำดับ 

– ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวานนี้ว่า อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ควรอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่า เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
ทรัมป์กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ควรอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่า เนื่องจากสหรัฐฯ มีความน่าเชื่อถือด้านสินเชื่อสูงที่สุดในโลก และเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการลงทุนใหม่

– นักวิเคราะห์จากบริษัท Carson Group กล่าวว่า เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีตามคาด และความจริงก็คือ กรรมการเฟดมีความเป็นเอกภาพอย่างมากในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ นอกจากนี้ เขาให้ความเห็นว่า คณะกรรมการเฟดไม่ได้คิดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในวันข้างหน้าจะบั่นทอนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกัน เงินเฟ้อก็อยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟดมานานถึง 5 ปีแล้ว 

– ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (16 ก.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% และส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ 

– ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ วันนี้ ได้แก่ สหรัฐฯ เปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนส.ค., ดัชนีภาคการผลิตเดือนก.ย.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) เดือนส.ค. 

– ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมวันนี้ (17 ก.ย.) แต่ตลาดกำลังจับตาว่า BoE จะส่งสัญญาณใด ๆ หรือไม่ว่า ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอาจบีบให้ต้องเดินตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวานนี้ 

– นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ คาดว่า BoE จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยมีกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงินเพียง 3 คนจากทั้งหมด 9 คนที่คาดว่าจะลงมติสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน