
ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไม่ได้เกิดจากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความมั่นใจว่า ทุกคนซื้อขายภายใต้กติกาเดียวกัน และเมื่อมีธุรกรรมน่าสงสัย หน่วยงานกำกับสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ทำรายการ หุ้นมาจากไหน และปฏิบัติตามกฎหรือไม่
การที่สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการขายชอร์ต และกำหนดหน้าที่ผู้ให้บริการในต่างประเทศให้รายงานข้อมูลผู้ถือหลักทรัพย์ที่แท้จริง จึงเป็นทิศทางที่ควรสนับสนุน เพราะกำลังตอบโจทย์ความโปร่งใสที่นักลงทุนไทยตั้งคำถามกันมาหลายปี
โดยข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ กว้างกว่าการเปิดเผยตัวตน ผู้ให้ยืมหุ้น โดยครอบคลุมการรายงาน ผู้ถือหลักทรัพย์ที่แท้จริง ต่อ ก.ล.ต. ผ่านโครงสร้างผู้ให้บริการต่างประเทศ ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะธุรกรรมข้ามประเทศอาจมีตัวกลางหลายชั้น ตั้งแต่โบรกเกอร์ต่างประเทศ ผู้รับฝากทรัพย์สิน ไปจนถึงบัญชีที่ถือหุ้นแทนลูกค้าหลายราย ชื่อที่ปรากฏในระบบจึงอาจเป็นชื่อผู้ให้บริการ ขณะที่เจ้าของหุ้นหรือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงอยู่ลึกลงไปอีกหลายทอด
การมีตัวกลางหลายชั้นเป็นรูปแบบบริการที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ แต่ความซับซ้อนนั้นไม่ควรกลายเป็นทางตันของการตรวจสอบ หากจะเข้ามาทำธุรกรรมในตลาดไทย ก็ควรมีข้อมูลและหลักฐานที่ทำให้ผู้กำกับติดตามถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ภายในเวลาที่ต้องการ
ที่ผ่านมา ความข้องใจของนักลงทุนมักวนอยู่กับคำถามเดิมว่า แรงขายที่เห็นเป็นการขายหุ้นที่มีอยู่จริง หรือ เป็นการขายชอร์ต หากเป็นการขายชอร์ต มีการยืมหุ้นก่อนส่งคำสั่งหรือไม่ และมีการระบุคำสั่งขายชอร์ตอย่างถูกต้องหรือเปล่า เมื่อคำตอบไม่ชัดเจน ความสงสัยก็สะสมจนกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบซื้อขายทั้งตลาด
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกรณีหุ้น บมจ.สบาย เทคโนโลยี [SABUY] ในเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการขายหุ้นจำนวน 20 ล้านหุ้น และถูกตั้งคำถามว่าเป็นการขายชอร์ตโดยไม่มีหุ้นรองรับหรือไม่ ต่อมา วันที่ 14 ธันวาคม 2566 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้แจงผลตรวจสอบว่า ไม่พบธุรกรรม Naked Short Selling ในรายการดังกล่าว เพราะผู้ขายมีหุ้นในครอบครองก่อนขายในจำนวนมากกว่าที่ขายออกไป
จากกรณีนี้ ทำให้เกิดการนำข้อสงสัยที่ไม่ใช่ผลตรวจสอบมาอ้างว่าเป็นหลักฐานยืนยันการทำ Naked Short Selling จากจุดนี้สะท้อนว่าตลาดทุนต้องการกระบวนการตรวจสอบที่ตอบคำถามได้รวดเร็ว มีหลักฐานรองรับ และสื่อสารให้เข้าใจได้ว่าเหตุใดธุรกรรมนั้นจึงถูกหรือผิดกฎ
จนทำให้ช่วงนั้น ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่เริ่มรู้ตัวว่ากิจการของตนเองเริ่มจะถดถอย โดยนำหุ้นของตนเองที่มีต้นทุนราคาพาร์ไปจำนำนอกตลาด โดยมีส่วนลดจากราคากระดาน และตั้งใจจะไม่นำเงินไปซื้อหุ้นกลับคืน ปล่อยให้เจ้าหนี้นอกระบบ เทขายหุ้นทิ้งออกมา และฉวยจังหวะสมอ้างว่าหุ้นของตนเองถูก Naked Short ออกมาเช่นกัน ทั้งๆ ที่หุ้นเหล่านี้ อยู่นอก SET100 และหลังจากหุ้นถูกถล่มออกมา ผลประกอบการที่ติดลบก็ตามมา แถมปิดสมุดทะเบียนออกมาปรากฏว่าผู้บริหาร หรือเจ้าของ ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้น โดยทยอยขายออกไปแล้วก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่เคยสร้างความกังวลคือ การขายก่อนแล้วซื้อกลับภายในวันเดียวกัน โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นคำสั่งขายชอร์ต นักลงทุนอาจสงสัยว่า เมื่อซื้อคืนได้ก่อนถึงวันส่งมอบแล้ว ระบบจะตรวจพบหรือไม่ว่า ณ เวลาส่งคำสั่งขาย ผู้ขายมีหุ้นหรือยืมหุ้นไว้จริงหรือเปล่า
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เคยอธิบายกระบวนการตรวจสอบในปี 2566 ว่า ธุรกรรมที่ไม่ได้แจ้งเป็นการขายชอร์ตแต่มีลักษณะน่าสงสัย เช่น ขายก่อนซื้อคืนภายในวัน จะถูกตรวจเทียบกับยอดหุ้นที่มีอยู่ก่อนหน้า และหากไม่พบยอดรองรับ จะเรียกหลักฐานจากโบรกเกอร์ ส่วนรายการที่แจ้งเป็นการขายชอร์ตจะมีการสุ่มตรวจหลักฐานการยืมหุ้นก่อนส่งคำสั่งขายด้วย นั่นหมายความว่า การซื้อกลับภายในวันไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมด ต้องตรวจลำดับเวลาของการมีหุ้นหรือการยืมหุ้นประกอบกันอีกชั้นหนึ่งด้วย
เมื่อมองจากปัญหาเหล่านี้ การเพิ่มหน้าที่ให้รายงานข้อมูลผู้ถือหลักทรัพย์ที่แท้จริงจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้การตรวจสอบไปได้ไกลกว่าชื่อบัญชีหรือตัวกลางที่อยู่หน้าสุด และเพิ่มความรับผิดชอบในการจัดหาข้อมูลตลอดสายของผู้ให้บริการ
สมมติว่า นักลงทุนรายหนึ่งส่งคำสั่งผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ ซึ่งใช้ผู้รับฝากทรัพย์สินอีกแห่งถือหุ้นแทน หากเกิดข้อสงสัย การตรวจสอบควรเชื่อมโยงได้ทั้งผู้ทำรายการ เจ้าของหุ้น และหลักฐานการยืมที่เกี่ยวข้อง การรู้ชื่อเจ้าของหุ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องนำข้อมูลนั้นมาตรวจร่วมกับจำนวนหุ้น เวลาที่ทำรายการ และสถานะการส่งมอบด้วย เนื่องจากมิจฉาชีพ มีความฉลาด ทำให้การตรวจสอบในชั้นเดียวทางเดียวอาจไม่รัดกุม
ความเป็นธรรมจึงอยู่ที่มาตรฐานการตรวจสอบเดียวกัน ผู้ลงทุนในประเทศที่ต้องแสดงหลักฐานและปฏิบัติตามกฎ ย่อมคาดหวังได้ว่าผู้ลงทุนจากต่างประเทศจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานที่เทียบเคียงกัน ความซับซ้อนของโครงสร้างบัญชีควรเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการต้องจัดการ ไม่ใช่ภาระที่นักลงทุนทั้งตลาดต้องยอมรับโดยไม่มีการใช้ข้อบังคับในมาตรฐานเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ระบบที่ตรวจสอบได้ยังช่วยผู้ลงทุนต่างประเทศที่ทำธุรกรรมถูกต้อง เพราะทำให้สามารถแสดงหลักฐานยืนยันได้ และลดการเหมารวมว่าแรงขายจากต่างชาติทุกครั้งเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
สิ่งที่จะทำให้ข้อเสนอนี้เกิดผลจริงจึงอยู่ที่รายละเอียดของการปฏิบัติ ทั้งข้อมูลที่ต้องจัดเก็บ ระยะเวลานำส่ง ผู้รับผิดชอบเมื่อมีตัวกลางหลายชั้น และการบังคับใช้เมื่อไม่ให้ความร่วมมือ หากข้อมูลมาถึงช้าเกินไป แม้ตรวจสอบย้อนหลังได้ ความเชื่อมั่นก็อาจเสียหายไปแล้ว
ทุกคนในตลาดหุ้น มีความเข้าใจในความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ ผลประกอบการ และราคาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่นักลงทุนควรมั่นใจได้ว่า ความเสี่ยงเหล่านั้นเกิดขึ้นบนกติกาที่เป็นธรรม การเดินหน้าของสำนักงาน ก.ล.ต. ในการออก hearing ครั้งนี้จึงเป็นก้าวที่ควรส่งเสริม เพราะความโปร่งใสที่พิสูจน์ได้ จะช่วยเปลี่ยนความข้องใจให้เป็นความเชื่อมั่น ที่มีหลักฐานรับรอง และทำให้กติกาตลาดมีน้ำหนักขึ้น และปิดช่อง “ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมิจฉาชีพ” ไม่ให้ทำการหลอกรายย่อย หลอกนักข่าว แล้วเอาหุ้นไปตึ้งกู้นอกระบบ แล้วถูกเทออกมา ที่เคยมีตัวอย่างให้เห็นมาหลายเคสในอดีตอีกด้วย





