“สีจิ้นผิง” เร่งจีนยกระดับภาคการผลิตขั้นสูง คุมห่วงโซ่อุตสาหกรรมสำคัญ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้ประเทศเร่งพัฒนาภาคการผลิตขั้นสูงให้ “ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น” พร้อมเพิ่มความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่อุตสาหกรรมสำคัญ เพื่อเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านการผลิตและเทคโนโลยี

รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำจีนมีข้อสั่งการดังกล่าวซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดในระหว่างการประชุมระดับชาติว่าด้วยภาคการผลิตขั้นสูงที่จัดขึ้นในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธและวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ปธน.สีกล่าวว่า จีนจะต้องเดินหน้ายกระดับภาคการผลิตขั้นสูง เพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และเสริมความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมเรียกร้องให้ประเทศเร่งสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยมีภาคการผลิตขั้นสูงเป็นแกนหลัก และเสริมสร้างรากฐานของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ สียังระบุด้วยว่า จีนมีความก้าวหน้าอย่างมากในการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านการผลิต ขณะที่ภาคการผลิตขั้นสูงมีพัฒนาการทั้งด้านนวัตกรรม ความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพการผลิต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้โยกสินเชื่อและทรัพยากรจากภาคอสังหาริมทรัพย์ไปสนับสนุนภาคการผลิตขั้นสูง เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของอุตสาหกรรมไฮเทคยังไม่ได้ช่วยให้รายได้ภาคครัวเรือนและการบริโภคเติบโตแข็งแกร่งขึ้น

ด้านหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวสุนทรพจน์ในงานดังกล่าวว่า คำสั่งการที่สำคัญของสีถือเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาภาคการผลิตขั้นสูง โดยระบุว่าจีนต้องถือว่าการพัฒนาภาคการผลิตขั้นสูงเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และต้องเดินหน้าอย่างมั่นคงเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิตของประเทศ

นายกฯ จีนเรียกร้องให้มีการผลักดันโครงการริเริ่ม “AI ผสานภาคการผลิต” (AI plus manufacturing) เร่งให้คำแนะนำและการสนับสนุนแก่ภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ ตลอดจนเสริมสร้างรากฐานด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อัจฉริยะให้มั่นคง

ถ้อยแถลงของเหล่าผู้นำจีนมีขึ้นในขณะที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะในยุโรป แสดงความกังวลเกี่ยวกับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสีเขียวอื่น ๆ ของจีนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจุดชนวนความกังวลว่าอาจเกิดแรงกดดันด้านการแข่งขันระลอกใหม่ที่ถูกเรียกว่า “China Shock 2.0”

ขณะเดียวกันวันนี้ หนังสือไฟแนนเชียลไทมส์ (FT) รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า EU ต้องการให้จีนจำกัดสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ไฮบริดจากจีนมายังตลาดยุโรปไว้ที่ราว 15% โดยเจ้าหน้าที่ EU รายหนึ่งกล่าวว่า หากจีนไม่จำกัดการส่งออกรถยนต์มายังตลาดยุโรป EU ก็จะเป็นฝ่ายดำเนินมาตรการเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยุโรปหดตัว และจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพื่อบริหารจัดการการค้า

โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/ปนัยดา ปัทมโกวิท