
“ติดเกม = ใช้ความรุนแรง” … จริงเหรอ !?
เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง และผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน “เกม” มักจะตกเป็นจำเลยสังคมอยู่บ่อยครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าคุยกันตามหลักวิชาการแล้ว มันเป็นแบบนั้นจริงรึเปล่า หรือเราแค่อยากหาแพะรับบาปอะไรก็ได้ เพื่อรีบสรุปจบเหตุการณ์นั้นโดยเร็วที่สุด เพราะหากพิจารณากันดี ๆ เกมอาจเป็นแค่ปัจจัยกระตุ้นเท่านั้น แต่สาเหตุหลักที่ทำร้ายสุขภาพจิตของเด็กไทย อาจซับซ้อนและใกล้ตัวมากจนคุณคาดไม่ถึง !
“เกม” ผู้ร้ายทำลายเด็ก หรือ “แพะรับบาป” สังคม ?
เมื่อเด็กหรือเยาวชนก่อเหตุความรุนแรงขึ้นในสังคม ประโยคที่ได้ยินจากปากของผู้ใหญ่คงหนีไม่พ้น “ก็เด็กติดเกมไง ถึงได้เป็นแบบนี้…”
แน่นอนว่า “เกม” มักเป็นแพะรับบาปตัวต้น ๆ ที่มักจะถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้ว เกมอาจเป็นเพียง “จุดแตกหักสุดท้าย” ก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะตัดสินใจลงมือก่อเหตุ เพราะความรุนแรงที่แท้จริงอาจถูกซ่อนไว้มานานอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด
“อินโฟเควสท์” จะพามาฟังเสียงสะท้อนจากมุมมองทางจิตวิทยาเด็ก ว่าผู้ร้ายตัวจริงคือใคร และถ้าเราจะลุกขึ้นมาปกป้องเด็กในสังคม เราจะหยุดวงจรความรุนแรงนี้ได้อย่างไร ?
พญ.ศุทรา เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้สะท้อนปัญหาด้านสุขภาพจิตในกลุ่มเด็กและเยาวชน ว่า ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก จากการเก็บสถิติและประมาณการประชากรในประเทศไทย พบว่าเด็กและวัยรุ่นช่วงอายุ 10-19 ปี ประมาณ 1 ใน 7 มีโอกาสประสบปัญหาสุขภาพจิต
โดยกลุ่มอาการที่พบ ปรากฏว่า เด็กตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงวัยประถม มักพบกลุ่มปัญหาพัฒนาการและระบบประสาท อาทิ โรคสมาธิสั้น หรือ พบกลุ่มปัญหาพฤติกรรม เช่น ซนมาก มีการแสดงออกด้วยความรุนแรง หรือความหุนหันพลันแล่น
* “เด็กติดจอ” กับราคาที่ต้องจ่าย
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้อุปกรณ์เทคโนโลยีและโทรศัพท์มือถือกลายมาเป็นของเล่นหลักของเด็ก การใช้หน้าจอเป็นเวลานานส่งผลกระทบทั้งกายและจิตใจ อาทิ ปัญหาทางสายตาเนื่องจากการเพ่งมอง ปวดศีรษะ คุณภาพการนอนหลับแย่ลง มีอาการปวดเมื่อยจากการขาดการเคลื่อนไหว มีภาวะเนือยนิ่งมากขึ้น และส่งผลให้เด็กไทยมีภาวะโภชนาการเกินหรืออ้วนขึ้น
ส่วนผลกระทบทางพัฒนาการและการเรียนรู้ คือเด็กวัยอนุบาลต้องการการพัฒนาภาษาและคำศัพท์ผ่านการปฏิสัมพันธ์และสื่อสารสองทางกับพ่อแม่ การรับสื่อทางเดียวจากหน้าจอทำให้เด็กขาดการฝึกเปล่งเสียงและเรียนรู้คำศัพท์ ส่งผลให้เกิดภาวะการสื่อสารล่าช้า ไม่รู้วิธีพูดคุยปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
*ชำแหละปม “เด็กติดเกม = ใช้ความรุนแรง”
เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน สังคมมักเชื่อมโยงว่าการติดเกมเป็นสาเหตุหลัก แต่ในทางวิชาการ “เกม” เป็นเพียงปัจจัยกระตุ้นส่วนหนึ่งเท่านั้น การที่เด็กคนหนึ่งจะแสดงพฤติกรรมรุนแรง มีเส้นทางการบ่มเพาะจากหลายปัจจัย ดังนี้
1. ปัจจัยส่วนบุคคล: ตัวเด็กมีความเปราะบางหรือความเสี่ยงที่ถูกกระตุ้นได้ง่าย มีความหุนหันพลันแล่น ผลงานวิจัยพบว่า เด็กเพศชายมีความเสี่ยงที่จะติดเกมหรือใช้ความรุนแรงมากกว่าเด็กเพศหญิง ซึ่งสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศและการแสดงออก รวมถึงกลุ่มเด็กเพศชายที่มีผลการเรียนต่ำ ชอบการลงมือทำมากกว่าวิชาการ
2. ปัจจัยทางครอบครัว: ประสบการณ์ชีวิตในครอบครัวมีอิทธิพลสูงมาก การที่เด็กเคยถูกกระทำความรุนแรง พ่อแม่ทำร้ายร่างกายกันเอง หรือครอบครัวมีการใช้สารเสพติด เป็นปัจจัยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีความสัมพันธ์สูงกับการออกไปก่อเหตุรุนแรงภายนอกบ้าน
3. ปัจจัยการรับสื่อรุนแรง: การเล่นเกมต่อสู้หรือใช้คำพูดรุนแรงเป็นประจำ จะทำให้เกิดภาวะความเคยชิน และความต้านทานต่อความรุนแรงลดลง ส่งผลให้มองว่าการทำร้ายผู้อื่นเป็นเรื่องปกติ โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความถี่ที่ได้รับ ร่วมกับระดับความเปราะบางของเด็กแต่ละคน
4. ปัจจัยทางสังคมและกลุ่มเพื่อน: ในวัยรุ่น การคบหากับกลุ่มเพื่อนที่ชอบหนีเรียน สูบบุหรี่ หรือแข่งรถ จะดึงเด็กเข้าสู่วงจรความรุนแรงได้ง่าย ในทางกลับกัน การมีเพื่อนกลุ่มที่ดี เช่น เพื่อนนักกีฬา หรือเพื่อนที่เรียนเก่ง จะเป็นปัจจัยปกป้องให้เด็กห่างไกลจากความรุนแรง
5. ภาวะเด็กเก็บตัว ถูกกลั่นแกล้ง (Bully) และไม่มีเพื่อน: เด็กที่ไม่เข้าสังคม หรือถูกกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียน จะประสบความอึดอัดคับข้องใจ อาจแสดงออกโดยการทำร้ายตัวเอง หรือหากไปหาเพื่อนในโลกออนไลน์ที่เป็นกลุ่มใช้ความรุนแรง ก็จะถูกหล่อหลอมพฤติกรรมรุนแรงตามกลุ่มนั้น
“จริงๆ แล้วเกมเป็นเพียงปัจจัยกระตุ้นเท่านั้น เพราะก่อนที่เด็กหรือเยาวชนคนหนึ่งจะแสดงพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าวออกมา เขาต้องผ่านเส้นทางการบ่มเพาะความรุนแรงมาจากหลากหลายปัจจัย ทั้งจากตัวเด็ก ครอบครัว และสังคมรอบข้าง การที่เด็กสัมผัสกับความรุนแรงซ้ำ ๆ เป็นประจำ จะไปเพิ่มความเคยชิน และลดความต้านทานต่อความรุนแรงลง จนทำให้เขารู้สึกว่าพฤติกรรมก้าวร้าวและการทำร้ายผู้อื่นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา” พญ.ศุทรา กล่าว
*3 สัญญาณเตือนภาวะติดเกมขั้นรุนแรง
1. ไม่สามารถควบคุมตนเองได้: หยุดเล่นไม่ได้ ควบคุมเวลาไม่ได้ และควบคุมตนเองเวลาเจอเกมใหม่ ๆ ไม่ได้
2. ให้ความสำคัญกับโลกออนไลน์เป็นอันดับ 1: ยอมไม่กินข้าวเที่ยง ยอมอดนอน ยอมให้เกมอยู่เหนือกิจวัตรประจำวัน
3. มีอาการดื้อและถอน: เปรียบเทียบกันคืออาการคล้ายคนติดสารเสพติด เมื่อถูกห้ามหรือยึดโทรศัพท์ จะแสดงอาการโกรธ ก้าวร้าว รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน
*คู่มือใช้จอ โตแค่นี้ดูได้แค่ไหน ?
– เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี: ควรให้เด็กอยู่กับหน้าจอน้อยที่สุด หรือหลีกเลี่ยงการใช้สื่อออนไลน์ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ขวบ เนื่องจากสมองกำลังเติบโตและเรียนรู้จากการสัมผัสของจริง การเล่น และการลงมือทำ
– เด็กอายุ 2-5 ปี (วัยอนุบาล): ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด โดยผู้ใหญ่ต้องเป็นผู้คัดกรองเนื้อหา เช่น การ์ตูน คลิป หรือเกม และคอยกำกับดูแลตลอดเวลา
– เด็กวัยประถมและมัธยม: แม้จะมีอิสระมากขึ้น แต่ยังต้องจำกัดเวลาการใช้หน้าจอไม่ให้เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครองและครูในการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อื่น ๆ
*กดสูตรแก้ติดจอ : “2 ลด 1 เพิ่ม”
– ลดที่ 1: ลดจำนวนเครื่องมือสื่อสารและการเข้าถึง ไม่ควรมีอุปกรณ์หลายเครื่อง จัดให้มี “ห้องกลาง” สำหรับใช้งานร่วมกัน ไม่วางไว้ในห้องนอน และลดการต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง
– ลดที่ 2: ลดเวลาว่างที่ไม่เกิดประโยชน์ ป้องกันไม่ให้เด็กเบื่อจนใช้สื่อออนไลน์ฆ่าเวลา โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม ควรส่งเสริมกิจกรรม เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมครอบครัว
– 1 เพิ่ม: เพิ่มความสามารถและความรับผิดชอบ มอบหมายงานบ้านหรือให้ช่วยดูแลน้อง เพื่อให้เด็กเรียนรู้การแลกความสบายด้วยความเหนื่อยยาก เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง
*ปลดล็อกใจลูก… ด้วยประโยคเดียว
เด็กและวัยรุ่น พยายามส่งสัญญาณสื่อสารความทุกข์หรือปัญหาสุขภาพจิตให้ผู้ใหญ่รับรู้อยู่เสมอ แต่อาจไม่กล้าเดินเข้าไปพูดตรง ๆ มักแสดงออกผ่านอ้อม ๆ เช่น การพิมพ์แชท การส่งสติ๊กเกอร์ หรืออาการซึมลง หากผู้ปกครองเป็นคนช่างสังเกต และเป็นฝ่าย “เปิดประโยคถามไถ่ก่อน” ด้วยความเอื้ออาทร เช่น “ช่วงนี้เป็นอะไรหรือเปล่า เห็นดูซึม ๆ” หรือ “ช่วงนี้ใกล้สอบ เครียดไหม” คำถามเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือน “การเปิดประตู” ให้เด็กกล้าอ้าปากบอก หรือแง้มสิ่งที่เก็บไว้ออกมาให้พ่อแม่รับรู้
นอกจากนี้ การสร้างสัมพันธภาพที่ดีในบ้าน ผ่านการรับประทานอาหารร่วมกัน การพูดคุยยิ้มแย้ม และการเปิดพื้นที่ให้เด็กเล่าถึงสิ่งที่เขาดูในโซเชียล จะช่วยให้พ่อแม่เฝ้าระวังและดูแลเด็กได้อย่างใกล้ชิด โดยไม่ปล่อยให้เด็กต้องเผชิญปัญหาหรือถูกชักจูงไปในทางที่ผิดเพียงลำพัง
*ไม่ไหวอย่าฝืน เช็คสิทธิพบหมอไม่ต้องรอพ่อแม่
– เยาวชนอายุเกิน 15 ปี: มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการขอรับบริการ ทำประวัติ และพบแพทย์ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีผู้ปกครองมาเซ็นยินยอม
– เยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี: หากผู้ปกครองไม่สะดวก สามารถมาพร้อมบุคคลที่ไว้วางใจได้ เช่น ครู ญาติ หรือพี่ชาย/พี่สาว โดยแพทย์จะยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก
– ช่องทางช่วยเหลือฟรี: สายด่วนสุขภาพจิต 1323 (เปิด 24 ชั่วโมง ปรึกษาได้ทุกช่วงวัย) รวมถึงช่องทางแชท เพจ Facebook หรือแอปพลิเคชันของบุคลากรสาธารณสุข
*หรือทางออกสุดท้าย ต้อง “แบนเกม” ?
การแก้ปัญหาไม่สามารถใช้วิธีการแบนเกมทั้งหมดได้ เนื่องจากสื่อออนไลน์มีประโยชน์มหาศาลในการส่งเสริมการเรียนรู้และภาษาต่างประเทศ แต่จำเป็นต้องคุมเข้มสื่อที่มีความรุนแรงสูงไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ สื่อแฝงการพนัน และป้องกันเด็กจากการถูกล่อลวงทางออนไลน์หรือภัยคุกคามทางเพศ โดยนโยบายภาครัฐที่ควรขับเคลื่อน อาทิ
– มุ่งสร้าง Healthy Digital Environment สภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก
– ออกมาตรการลงโทษเจ้าของแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย หรือผู้ผลิตเกม หากปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสม
– บังคับใช้ระบบ Age Verification (ยืนยันตัวตนตามอายุ) หลายขั้นตอน ไม่ใช่เพียงให้กรอกวันเกิด
– ปัจจุบันไทยใช้กฎหมาย PDPA คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การนำเข้าข้อมูลเท็จ หมิ่นประมาท และกำลังพัฒนากฎหมายลงโทษการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying)
สุดท้ายแล้ว คงไม่สามารถกล่าวได้ว่า “เกม” เป็นสาเหตุหลักของความรุนแรงในเด็กและเยาวชน แต่บาดแผลในจิตใจของเด็กเป็นผลลัพธ์ตั้งแต่วิธีเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม ไปจนถึงระบบสังคม ดังนั้นทางออกของเรื่องนี้จึงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กได้อย่างแท้จริง
โดย ภคมณ สายขุนทด/ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา





