ส.อ.ท. ขับเคลื่อน Smart Electronics ดัน “Data Center-Smart Grid” ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 1 ล้านลบ.ใน 5 ปี

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Smart Electronics ภายใต้ Reinvent Thailand มุ่งต่อยอดความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยใช้การลงทุนและอุปสงค์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนในการเพิ่มการใช้สินค้าและชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และยกระดับผู้ประกอบการไทยจากฐานการผลิตไปสู่งานออกแบบ การประกอบระบบ และเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่าสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวมกันคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการส่งออกไทย และเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.86 ล้านล้านบาท ขณะที่การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะ Data Center ในปี 2568 BOI ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนรวม 36 โครงการ มูลค่ากว่า 728,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า Demand ใหม่กำลังเกิดขึ้นจริง และโจทย์สำคัญจากนี้คือประเทศไทยจะสามารถเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวเข้าสู่ผู้ผลิตและ Supply Chain ในประเทศได้มากเพียงใด

นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โจทย์ไม่ใช่แค่ดึง Investment เข้ามา แต่ต้องทำให้ Demand ที่กำลังเกิดขึ้นกลายเป็นคำสั่งซื้อของผู้ผลิตไทย เพิ่ม Local Content ลด Import Leakage และเก็บมูลค่าไว้ในประเทศให้มากที่สุด

*4 Strategic Landscapes เปลี่ยน Demand เป็น Supply Chain ไทย

1.Data Center & AI Supply Chainใช้ 5-Year Build-out เปิดตลาดให้ผู้ผลิตไทยจากฐานกำลังรองรับ Data Center ในปัจจุบันที่ ส.อ.ท. ประเมินอยู่ในระดับประมาณ 1,700 MW และการเตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายตัวเพิ่มเติม ส.อ.ท. ใช้กรอบ Scenario ว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีโอกาสรองรับ Data Center เพิ่มขึ้นอีกราว 5,000 MWจากกรอบดังกล่าว คาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนใหม่ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาทในช่วง 5 ปี โดย ส.อ.ท. ตั้งเป้าให้ประเทศไทยสามารถ Capture การจัดซื้อ การผลิต และมูลค่าในประเทศได้ประมาณ 40% หรือราว 720,000 ล้านบาท

    ในระยะแรกจะเน้นสินค้าที่ประเทศไทยมีฐานการผลิตและสามารถพัฒนาเข้าสู่ Supply Chain ได้เร็ว เช่น Cable, Transformer, Switchgear, UPS, Power System, Precision Cooling, Server Rack, PCB/PCBA และ Mechanical Components จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่ Server และ Module Assembly, Testing, System Integration รวมถึง Power Semiconductor และ AI Hardware

    เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการมี Data Center ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่คือการทำให้การลงทุน Data Center กลายเป็น Demand Anchor ที่ช่วยสร้าง Supply Chain และ Technology Capability ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไทย

    2.Smart Grid & Renewable Systemใช้การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าสร้างฐานอุตสาหกรรมในประเทศจากทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับ Renewable Energy, Energy Storage, EV และ Data Center ส.อ.ท. ประเมินจากแผนการลงทุนที่เกี่ยวข้องว่า 3 การไฟฟ้าอาจมีการลงทุนด้านโครงข่ายและระบบไฟฟ้ารวมประมาณ 500,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปี

      เป้าหมายคือเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อและมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศประมาณ 40% หรือราว 200,000 ล้านบาท

      ในระยะแรกจะเน้นสินค้าที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว เช่น Transformer, Switchgear, Wire & Cable, Meter, Control Panel และ Power Electronics ก่อนต่อยอดไปสู่ Smart Grid, ESS, EMS, DERMS และ Virtual Power Plant (VPP)

      Made in Thailand หรือ MiT จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเปิดโอกาสให้สินค้าที่ผลิตในประเทศเข้าสู่การจัดซื้อ โดยเกณฑ์ MiT ของ ส.อ.ท. กำหนดหลักการพิจารณามูลค่าวัตถุดิบ วัสดุ หรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศอย่างน้อย 40% ในวิธีคำนวณที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เกณฑ์รับรอง MiT และเป้าหมายสัดส่วน Local Procurement ของโครงการไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวกัน Made in Thailand

      3.Smart & Green Appliancesกระตุ้น Demand พร้อมยกระดับสินค้าไทยให้ฉลาดขึ้นและประหยัดพลังงานขึ้น

      4.เสนอผลักดัน Old-to-Green Trade-in เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าไปสู่สินค้าที่ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพสูง เชื่อมโยงกับสินค้าที่ผลิตในประเทศ พร้อมพัฒนาระบบรับคืน รีไซเคิล และ Circular Economy ผ่านแนวทาง WEEE/EPR

        เป้าหมายเบื้องต้นคือสร้างอุปสงค์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 150,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปี

        พร้อมกันนี้ ไทยจะต้องยกระดับจากฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าไปสู่ Smart Appliances ที่มี PCB Design, Power IC, MCU, Sensor, Connectivity และ Edge AI เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตเดิมและเพิ่ม Domestic Value Added ให้สูงขึ้น

        *E-Parts for Every Industryเริ่มจาก Automotive ที่มีเป้าชัด แล้วขยายสู่ทุกอุตสาหกรรม

        เสนอให้รวม Demand ของชิ้นส่วนที่สามารถใช้ร่วมกันได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น Power Electronics, Sensor, Controller, PCB/PCBA, Connector และ Module เพื่อสร้าง Economy of Scale และเพิ่มความคุ้มค่าต่อการลงทุนในประเทศไทย

          ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมเดียวที่มีเป้าหมายเชิงปริมาณที่สามารถประเมินได้ค่อนข้างชัดเจน โดยตั้งเป้าลดการนำเข้าและเพิ่มการผลิต E-Parts ในประเทศประมาณ 90,000 ล้านบาทภายในระยะ 10 ปี

          ตัวเลข 90,000 ล้านบาทดังกล่าวเป็นเป้าหมาย เฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ และยังไม่รวมโอกาสจาก Data Center, Smart Appliances, Medical Devices, Automation, Energy และอุตสาหกรรมอื่น

          นอกจากนี้ การเพิ่มสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า BEV จะทำให้ความต้องการ Power Electronics เพิ่มขึ้น ทั้ง Inverter, On-board Charger, DC/DC Converter, Power Module และ Battery Management System รวมถึงเปิดโอกาสในการพัฒนา Battery Ecosystem ซึ่งถือเป็น Upside Opportunity ที่ยังไม่ได้รวมอยู่ในเป้าหมาย 90,000 ล้านบาทดังกล่าว

          *เดินหน้า 3 ระยะ สู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต

          การขับเคลื่อน Smart Electronics จะดำเนินการภายใต้กรอบ Stabilize Today – Transition Now – Invest for Tomorrow

          Stabilize Today – รักษาฐานและตลาดที่มี โดยเร่งเปลี่ยน Demand ที่กำลังเกิดขึ้นให้กลายเป็นคำสั่งซื้อของผู้ผลิตไทย ผ่าน Local Content, MiT, Procurement, Standards, Supplier Matching และมาตรการกระตุ้น Demand

          Transition Now – เติมงานออกแบบและชิ้นส่วน โดยเร่งปิด Missing Links ที่ทำให้ Import Content ยังสูง เช่น PCB Design, Power Electronics, Common E-Parts, Module Assembly, Testing และ System Integration เพื่อเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศ

          Invest for Tomorrow – สร้างความสามารถระยะยาว โดยดึงดูดการลงทุนและ R&D ในเทคโนโลยีที่ไทยยังขาด เช่น Advanced Power Semiconductor, Advanced Packaging, Photonics และ AI Hardware พร้อมพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี Circular Economy และระบบพลังงานแห่งอนาคต

          แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Reinvent Thailand ซึ่งรัฐบาลและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 เพื่อยกระดับการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ Ministry of Finance

          ส.อ.ท. พร้อมเชื่อมข้อเสนอเข้าสู่กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนด Demand ที่ชัดเจน ระบุ Technology Gap ที่ประเทศไทยต้องเติม เชื่อมผู้ซื้อเข้ากับผู้ผลิตในประเทศ และผลักดันมาตรการด้านการลงทุน มาตรฐาน บุคลากร และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้การลงทุนรอบใหม่ไม่เพียงเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่สามารถสร้าง Local Value, Technology Capability และ Potential Growth ใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

          นายชญานินทร์ โพธิวรคุณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ประเมินว่า เฉพาะ Demand จาก Data Center, Smart Grid และ Smart & Green Appliances ในช่วง 5 ปีแรก มีศักยภาพที่จะสร้างการจัดซื้อ การผลิต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท

          หากประเทศไทยสามารถ Capture Value ได้ตามเป้าหมาย และสามารถเปลี่ยนส่วนหนึ่งของ Local Economic Activity ให้เป็น Domestic Value Added ได้ในระดับประมาณ 50–60% จะมี Potential Growth ในรูปมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 100,000–130,000 ล้านบาทต่อปี หรือเทียบเท่าประมาณ 0.5–0.7% ของ GDP ปัจจุบัน

          ทั้งนี้ ตัวเลข Potential Growth ดังกล่าวเป็น Scenario เชิงศักยภาพ จากการเพิ่ม Domestic Value Added ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของ GDP จะเพิ่มขึ้น 0.5–0.7 percentage point ในทุกปี

          โดย รัชดา คงขุนเทียน