จีนบังคับใช้กฎหมายระดมกำลังป้องกันประเทศฉบับใหม่ จับตาอาจมุ่งรับมือไต้หวัน

จีนเริ่มบังคับใช้กฎหมายระดมกำลังป้องกันประเทศฉบับแก้ไขแล้วในวันนี้ (1 ต.ค.) โดยกำหนดขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านจากภาวะสันติเป็นภาวะสงคราม และเพิ่มเทคโนโลยีล้ำสมัยของภาคพลเรือน ซึ่งคาดว่าครอบคลุมถึงโดรนและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางการจับตาว่าอาจเกี่ยวข้องกับไต้หวัน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ครั้งแรกในปี 2553 โดยเปิดทางให้รัฐบาลเข้าควบคุมโครงสร้างพื้นฐานของภาคพลเรือนและทรัพยากรอื่น ๆ เพื่อนำมาใช้ในทางทหาร หากยุทธปัจจัยสำรองที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้องค์กรและบุคคลต้องปฏิบัติตามคำสั่งของทางการ โดยคาดว่าครอบคลุมถึงบริษัทเอกชนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในจีนด้วย

สำหรับการแก้ไขครั้งแรกในรอบ 16 ปี กฎหมายได้เพิ่มข้อมูลและซอฟต์แวร์เข้าเป็นรายการสิ่งของฉุกเฉินที่ต้องสำรองไว้ นอกเหนือจากสิ่งอำนวยความสะดวกและวัสดุอุปกรณ์

ขณะเดียวกัน ทางการจีนจะตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานด้านการทหารในช่วงเวลาปกติ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงและภาวะหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวสร้างความกังวลว่าอาจลดเกณฑ์ในการเตรียมพร้อมทำสงครามของจีน อย่างไรก็ตาม เจี่ยง ปิน โฆษกกระทรวงกลาโหมจีน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อปลายเดือนก.ย.ว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ต่างจากกฎหมายระดมกำลังป้องกันประเทศที่บังคับใช้ในหลายประเทศ พร้อมเตือนว่าไม่ควรตีความกฎหมายเกินจริง

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน และยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้

โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต