
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย และการให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะการสูบน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่ยังต้องเฝ้าระวังสภาพอากาศช่วงวันที่ 4–10 ตุลาคมอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับทุกจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ เตรียมพร้อมรับฝนและอุทกภัย ทั้งด้านการป้องกัน การช่วยเหลือ และการเยียวยา โดยให้รายงานสถานการณ์เข้าสู่ส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดสรรกำลังพล เครื่องจักร และทรัพยากรเข้าพื้นที่ได้ทันต่อสถานการณ์
นายกรัฐมนตรี กำชับให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบภัยให้เร็วที่สุด พร้อมจัดหาสิ่งของจำเป็นให้ประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือจากภาคเอกชน อาสาสมัคร และจิตอาสา ขณะเดียวกัน ทุกจังหวัดต้องมีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน ครอบคลุมการอพยพ การสาธารณสุข ศูนย์พักพิง และการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง

สำหรับสถานการณ์น้ำ ปริมาณฝนสูงสุดในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาอยู่ที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา 232 มิลลิเมตร ขณะที่ช่วงวันที่ 4–7 ตุลาคม ทุกจังหวัดต้องเฝ้าระวังฝนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำเหนือแม่น้ำลดลงในทุกจุด ปัจจุบันยังระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มการระบาย พร้อมทยอยระบายน้ำเข้าคลองเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำ
ขณะที่แม่น้ำแม่กลอง ยังไม่มีแผนเพิ่มการระบายน้ำ โดยต้องติดตามพื้นที่ปลายน้ำจังหวัดสมุทรสงครามอย่างใกล้ชิด รวมถึงเฝ้าระวังภาวะน้ำทะเลหนุนสูงช่วงวันที่ 5–10 ตุลาคม ซึ่งอาจกระทบประสิทธิภาพการระบายน้ำ จึงให้ทุกหน่วยงานวางแผนการระบายให้สอดคล้องกับระดับน้ำขึ้น–น้ำลง
ทั้งนี้ การคาดหมายลักษณะอากาศระยะสั้น มีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ แต่คาดว่าฝนจะเพิ่มขึ้นช่วงวันที่ 4–7 ตุลาคม ก่อนมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องติดตามสถานการณ์ถึงช่วงกลางเดือน

นายกฯ กำชับอำนวยความสะดวกประชาชน ยื่นเยียวยาผ่านแอป “ทางรัฐ
นายกรัฐมนตรี ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ โดยขณะนี้ มีประชาชนลงทะเบียนรับการเยียวยาผู้ประสบภัยผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” แล้ว 584,785 ราย เป็นประชาชนในกรุงเทพฯ ประมาณ 290,000 ราย และจังหวัดสมุทรปราการ เกือบ 80,000 ราย พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำนวยความสะดวกให้ประชาชนลงทะเบียนอย่างทั่วถึง สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันได้ ให้ติดต่อหน่วยงานในพื้นที่ และหากไม่สะดวกเดินทาง ให้จัดเจ้าหน้าที่ออกให้บริการเชิงรุกถึงพื้นที่ หรือศูนย์อพยพ
นายกรัฐมนตรี กำชับกระทรวงมหาดไทย และจังหวัด เร่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการประกันภัยพิบัติ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับเอกสารสรุปจาก บกปภ.ช. ศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขให้ครบถ้วนก่อนนำไปสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง และลดความสับสน
พร้อมกับได้กำชับให้เร่งสำรวจความเสียหาย โดยเฉพาะความเสียหายต่อบ้านเรือน เพื่อให้การช่วยเหลือและการประเมินค่าสินไหมเป็นไปอย่างเป็นธรรม พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานบริษัทประกันภัย และผู้ประเมินความเสียหายอย่างใกล้ชิด โดยย้ำว่า ระบบประกันภัยต้องดำเนินควบคู่กับการป้องกัน และลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อไม่ให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องส่งผลต่อเงื่อนไข และต้นทุนการประกันภัยในอนาคต

ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
- ด้านการบริหารจัดการ ให้จังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์และศูนย์ประสานงานในทุกระดับ กำหนดพื้นที่รับผิดชอบและภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน พร้อมบูรณาการภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างเป็นเอกภาพ รวมทั้งจัดให้มีจุดประสานงานที่ประชาชน อาสาสมัครสามารถเข้าถึง
- ด้านกำลังพล ให้บูรณาการกำลังจากทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ และองค์กรสาธารณกุศล ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ จัดทำแผนและระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังพลในพื้นที่ปฏิบัติงาน และจุดต่างๆ อย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าของเจ้าน้าที่ และรักษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานพร้อมจัดระบบผลัดเปลี่ยนกำลังพลเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า และจัดทำฐานข้อมูลกำลังพลกับภารกิจให้เป็นปัจจุบัน
- ด้านข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนภัย ให้ ปภ. ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย พร้อมสื่อสารสถานการณ์ตั้งแต่ต้นทางน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ประชาชนเตรียมรับมือได้ทันเวลา
- ด้านการกำกับติดตาม ให้ ปภ. เป็นศูนย์กลางในการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานในภาพรวม ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเร่งแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์





