เตือน Rain Bomb พัทยาบ่ายนี้! เฝ้าระวัง ฉะเชิงเทรา-ปทุมธานี-ตั้งแต่เพชรบุรีลงไป

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสาร ร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า การคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค.นี้ จะมีฝนกระจายทุกภูมิภาคในลักษณะฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่า ตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เคลื่อนลงมาภาคกลาง ไปภาคตะวันตก จากนั้นในวันที่ 10- 13 ต.ค. จะมีฝนอีกครั้ง 

โดยคาดการณ์ว่า ปริมาณฝนจะมีความรุนแรงที่ภาคเหนือ จากแม่น้ำปิงแม่น้ำและน่าน มาสมทบที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจุดนี้มีเขื่อนที่สามารถรองรับน้ำได้พอสมควร ส่วนภาคตะวันตก ปริมาณฝนที่ตกจะมารวมที่จ.กาญจนบุรี,เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีฝนตกในภาคใต้มากขึ้น 

โดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ สั่งการจังหวัดภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัด และกองทัพภาค 4 เตรียมการจัดการและป้องกันสาธารณภัยและระดมเครื่องมือให้พร้อม ส่วนประชาชนทางภาคใต้ขอให้ฟังประกาศอย่างใกล้ชิด 

สำหรับสถานการณ์น้ำในภาคน้ำเหนือ ที่เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล ยังไม่มีน้ำมาเติมมากขึ้น ขณะที่น้ำในจ.นครสวรรค์ ที่ไหลลงสู่ภาคกลางลดลง โดยน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยา ที่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา 

ประกอบกับน้ำเหนือที่ลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ผ่านลงมาที่จ.นนทบุรี และกรุงเทพฯต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร เช่นเดียวกับน้ำในฝั่งตะวันตก ที่ไหลจากแม่น้ำแม่กลอง ลงสู่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ. เมืองบางคนที และอัมพวา ของ จ.สมุทรสงคราม น้ำลดลงประมาณ 1 เมตร ถือเป็นสัญญาณที่ดี

ด้านภาคตะวันออก ปริมาณน้ำ จากจ.นครนายก และปราจีนบุรี เริ่มลดลงและกระจายไปที่จ.ฉะเชิงเทรา ลงแม่น้ำบางปะกง จึงขอเตือน ประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภอของ จ. ฉะเชิงเทรา คือ อ.บางคล้า ราชสาสน์ และอ.เมือง ให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงสัปดาห์หน้าจะเกิดฝนหนักอย่างต่อเนื่องในลักษณะน้ำป่าไหลหลากและน้ำจากเขา จึงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

“ขอแจ้งเตือนประชาชน ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เฝ้าระวังฝนตกในลักษณะเรนบอม ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ได้ นอกจากนั้นยังต้องเฝ้าระวัง และแจ้งเตือนประชาชน คือจ.ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี ที่ส่วนหนึ่งรับน้ำจากฝั่งนครนายก และยังต้องเฝ้าระวังไปถึงสัปดาห์หน้าตั้งแต่จ.เพชรบุรี ไปถึงภาคใต้ตอนล่าง“นายเอกภพ กล่าวว่า 

*กทม. เตรียมรับมือฝนตกหนัก 2 ช่วง 5-6 และ 10-11 ต.ค.

นายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ระดับน้ำเจ้าพระยาวันนี้มีการคาดการณ์สูงสุดที่ 1.72 เมตร ซึ่งจะต่ำกว่าระดับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร ประมาณ 1.28 เมตร

ส่วนมาตรการเตรียมรับมือฝนตกหนัก 5-6 ต.ค.และวันที่ 10-11 ต.ค. 69 กรุงเทพมหานครจะเร่งระบายน้ำในคลองสายหลัก เพื่อรับมือฝนที่จะเกิดขึ้น และเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไปประจำในจุดที่คาดว่าจะมีโอกาสเป็นจุดเสี่ยง เช่น พื้นที่เขตสายไหม เขตลาดกระบัง เขตคลองสามวา และเขตสะพานสูง

สำหรับพื้นที่น้ำลดแล้ว กรุงเทพมหานครได้จัดเก็บขยะลอยน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาได้เก็บขยะชิ้นใหญ่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวม 1,400 ตันเศษ และปัจจุบันมีผู้ประสบภัยที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ประมาณ 40,000 ราย โดยสิทธิการช่วยเหลือ ประกอบด้วย ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าอุปกรณ์ยังชีพ ซึ่งมี 3 เขตที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตสายไหม และเขตบางกะปิ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางสัญจร ซึ่งเหลือเส้นทางที่ยังคงมีน้ำท่วมขังสูงอยู่บริเวณถนนฉลองกรุง ซึ่งประชาชนควรจะหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว 

ส่วนชุมชนเคหะร่มเกล้า ทางกรุงเทพมหานครได้ทำการระบายน้ำลดลงไปแล้วกว่า 30-70 เซนติเมตร โดยมีเป้าหมายในการระบายน้ำอย่างน้อยอยู่ที่ 25 เซนติเมตร/วัน 

ส่วนในเขตมีนบุรี ประเวศ สะพานสูง ได้มีการเปิดประตูระบายน้ำเพิ่ม เพื่อที่จะผลักดันน้ำไปสู่คลองแสนแสบ ส่วนชุมชนสายไหมและออเงิน ได้นำเครื่องสูบน้ำมาจากเขตที่น้ำแห้งแล้วมาสมทบเพิ่มเติม รวมถึงใช้เรือผลักดันน้ำออกไปโดยคาดว่าน้ำจะแห้งภายใน 2 วัน 

*กรมชลฯ มั่นใจ ระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาที ไม่กระทบเขตเมือง กทม.-ปริมณฑล

นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เราติดตามอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเขื่อนหลักอยู่ 2 เขื่อน คือ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ โดยเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ มีปริมาณน้ำ 68% เขื่อนสิริกิติ์มี 81% ซึ่งจากการรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ระบุว่าจะมีฝนตกในภาคเหนือ ยืนยันว่าเขื่อนทั้งสองแห่งมีช่องว่างความจุเพียงพอในการรองรับน้ำภาคเหนือ

นายธเนศร์ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำ เมื่อน้ำมารวมกันที่จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอปากน้ำโพธิ์ และจะไปรวมกับน้ำจากแม่นํ้าสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 แห่ง นํ้ามีแนวโน้มลดลงอย่างเรื่อยๆ

ดังนั้น ปัจจุบันเราจำเป็นต้องมีการคงการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากเราต้องพร่องน้ำบริเวณเหนือเขื่อนชัยนาทและเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาที่จะมีฝนตกบริเวณจังหวัดกำแพงเพชรและอุทัยธานี เพื่อให้มีช่องว่างเพียงพอในการรองรับสถานการณ์น้ำ ที่อาจจะตกเพิ่มขึ้นในเขตแม่น้ำปิง จึงต้องมีการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราดังกล่าว

นายธเนศร์ กล่าวว่า อัตราการระบายนี้ จะส่งผลต่อพื้นที่ท้ายน้ำตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กทม. และสมุทรปราการ ดังนั้นปริมาณน้ำที่เราระบาย 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มาถึง กทม. และไหลผ่านสมุทรปราการแล้ว ก็คงมีการเฝ้าระวังพื้นที่ริมตลิ่ง ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำทั้งหมด และตรวจตราคันกั้นน้ำในจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี

นายธเนศร์ กล่าวต่อว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับกรมชลประทาน ตรวจสอบคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เรามั่นใจว่า ระดับน้ำที่เราระบายในปริมาณดังกล่าว ไม่มีผลกระทบที่จะล้นคันกั้นน้ำของ กทม.หรือปริมณฑล เข้าสู่เขตตัวเมืองอย่างแน่นอน ส่วนการเฝ้าระวัง คงเฝ้าระวังเฉพาะน้ำฝนที่จะตกในพื้นที่ ในช่วงวันที่ 5 ต.ค. และวันที่ 10-11 ต.ค. ที่จะมีฝนตกมากในภาคกลาง

นายธเนศร์ กล่าวว่า ในส่วนภาคตะวันตก เขตลุ่มน้ำแม่กลอง การระบายน้ำที่เขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี มีแนวโน้มลดเรื่อยๆ ส่วนปริมาณน้ำที่เขื่อนวชิราลงกรณ กับเขื่อนศรีนครินทร์ ต้องมีการบริหารจัดการร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และระบายลงมาให้มีความเหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วมากเกินไป 

นายธเนศร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ขณะนี้ ต้องเฝ้าระวังในเขตลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งปัจจุบันน้ำกำลังท่วมอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี และมีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ และกำลังมารวมกับน้ำจากแม่น้ำนครนายก ซึ่งปัจจุบันเรามีการลดการระบายของเขื่อนขุนด่านปราการชลแล้ว จึงต้องมีการติดตามและเฝ้าระวัง เพราะมวลน้ำที่ผ่านปราจีนบุรี มาถึงแม่น้ำบางปะกงแล้ว 

ส่วนจังหวัดเพชรบุรี อธิบดีกรมชลประทานได้มอบหมายให้สำนักชลประทานในพื้นที่ ตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อเร่งพร่องนํ้า และให้ตรวจตราระบบระบายน้ำในจังหวัดเพชรบุรี ให้มีความพร้อมใช้งาน ซึ่งยืนยันว่า ขณะนี้มีความพร้อมใช้งาน 100% ในการรับน้ำกรณีที่น้ำล้นเขื่อนแก่งกระจาน หรือมีฝนตกปริมาณมาก

ทั้งนี้ นายธเนศร์ กล่าวอีกว่า ส่วนปริมาณฝนที่ตกในภาคใต้ที่มีแนวโน้มสูงในวันที่ 10-11 ตุลาคม อธิบดีกรมชลประทานได้มอบหมายสำนักชลประทานในพื้นที่ เตรียมความพร้อมรับมือ โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำ ที่จะรับน้ำในเขตของภูเขา และไหลหลากลงมาในพื้นที่เมือง

*ปภ. เร่งเยียวยาน้ำท่วม หากข้อมูลครบโอนเงินไม่เกินสัปดาห์นี้

นางสาวศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงแนวทางเยียวยาช่วยเหลือประชาชนว่า ขณะนี้ทางกทม.และจังหวัดที่เป็นพื้นที่ประสบภัยได้ดำเนินการทยอยสำรวจข้อมูลความเสียหายและเริ่มจ่ายเงินให้กับผู้ประสบภัยแล้ว 

หาก กทม. และ จังหวัดส่งข้อมูลมาให้ ปภ. สามารถส่งข้อมูลยืนยันให้ธนาคารออมสิน และสามารถโอนเงินเยียวยาได้ภายใน 2 – 3 วัน หรือ ไม่เกินภายในสัปดาห์นี้

ส่วนการเยียวยาที่ประชาชนลงทะเบียนเข้ามาผ่านระบบแอปพลิเคชันทางรัฐนั้นจากข้อมูล ณ วันนี้ (5 ต.ค.) เวลา 7.00 น. พบว่า มียอดลงทะเบียนเข้ามาในระบบ 1,056,361 ครัวเรือน แบ่งเป็นพื้นที่ของ กรุงเทพฯ 458,987 ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 100,000 กว่าครัวเรือน รองลงคือสมุทรปราการ 149,194 ครัวเรือน ปทุมธานี 130,010 ครัวเรือน ฉะเชิงเทรา 42,531 ครัวเรือน และ ระยอง 36,016 ครัวเรือน 

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

ข่าวล่าสุด