บลจ.เอ็กซ์สปริง (XSpring AM) ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจาก Underweight ขึ้นสู่ Neutral มอง Valuation ปัจจุบันอยู่ในระดับเหมาะสม พร้อมตั้งเป้าดัชนี SET สิ้นปี 69 ที่ 1,650 จุด และมีโอกาสลุ้นแตะ 1,700 จุดในปีหน้าหากดึง IPO ใหญ่เข้าตลาดเพิ่ม Market Cap ฟันด์โฟลว์เริ่มมี Momentum ไหลกลับ ขณะที่ภาพรวมธุรกิจตั้งเป้าดัน AUM รวมแตะ 16,000 ล้านบาท เติบโต 60% จ่อออก 2 กองทุนใหม่รับเทรนด์โภคภัณฑ์โลกและหุ้นเล็กสหรัฐฯ ในไตรมาส 4/69

นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร XSpring AM กล่าวว่า เอ็กซ์สปริง ปรับเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยจากเดิม Underweight เป็น Neutral และมีมุมมองค่อนข้างเป็นบวกมากขึ้น โดยมองว่า Valuation ของตลาดหุ้นไทยในระดับปัจจุบัน เป็นระดับที่ไม่ถูกและไม่แพง โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ 3-3.5% ต่อปี โดยคาด SET Index สิ้นปี 69 อยู่ที่ 1,650 จุด อย่างไรก็ตามยังไม่ได้รวมผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเข้าไป
สำหรับเป้าหมายดัชนี SET ในมุมมองระยะสั้นมองว่ามีอัพไซด์จำกัด แต่มีความหวังที่ปีหน้าจะไปถึง 1,700 จุดได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องสามารถดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่หรือธุรกิจครอบครัวที่มีคุณภาพมาจดทะเบียน IPO ได้สำเร็จ เพื่อสร้างความน่าสนใจและเพิ่มขนาด Market Cap ให้กับตลาดหุ้นไทย
สำหรับปัจจัยบวกของหุ้นไทยคือรัฐบาลที่ค่อนข้างมีเสถีรยภาพ และมีทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้ และประสบการณ์ในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยมองว่านโยบายภาครัฐจากเดิมที่มุ่งเน้นการส่งออกเป็นหลัก ต้องมุ่งเน้นการบริโภคในประเทศมากขึ้นด้วย เพื่อสร้างให้ไทยสามารถคว้าโอกาสในการเป็นฐานที่มั่นใหม่ สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่หาพื้นที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันประเด็นเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) ช่วง 3 ปีก่อน Flow ไหลออก แต่ YTD เม็ดเงินไหลกลับ แม้จะยังกลับมาไม่เท่ากับที่ไหลออกช่วงที่ผ่านมาแต่เป็น Momentum ที่ดี
ขณะเดียวช่วงปลายปียังมีแรงหนุนจากเม็ดเงินจากกองทุนประหยัดภาษีไหลเข้ามาตามฤดูกาล ส่วนโครงการ TISA แม้ถูกเลื่อนไปเป็นปี 70 จากเดิมคาดจะเห็นในปี 69 แต่มองว่าโครงการดังกล่าวเป็นแนวคิดที่ดี แต่ยังต้องติดตามิสนทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ อีกนโยบายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (TFFIF) คาดว่าจะถูกนำกลับมาระดมทุนจากโครงสร้างพื้นฐานเดิม หรือโครงการใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติได้อย่างดี
กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะเน้นไปที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่ม Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์มองว่าต้องเลือกลงทุนเป็นรายตัว Selective
นายภัทรนันท์ ธนียวัน ลิ้มอุดมพร ผู้จัดการอาวุโส นักกลยุทธ์การลงทุน XSpring AM กล่าวถึงประเด็นที่นักลงทุนสถาบันขายจำนวนมากในปีนี้ ว่าส่วนหนึ่งเป็นแรงขายทำกำไรตามปกติ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาสถาบันถือค่อนข้างมาก และด้วยสภาวะตลาดทำให้ยังไม่ขายออกมา เมื่อตลาดปรับตัวดีขึ้น เม็ดเงินจากกองทุน LTF ที่ติดค้าง จึงเริ่มทยอยถูกขายทำกำไรออกมา ขณะเดียวกันสภาพคล่องในประเทศเริ่มตึงตัว สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ 1% แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณความตึงตัว ที่สภาพคล่องอาจไม่ได้ได้เหลือมากอย่างที่คาดไว้ ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง หันไปออกหุ้นกู้หรือระดมเงินทุนในสกุลเงินต่างประเทศ
นอกจากนี้ฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกส่วนหนึ่งมาจากกองทุนที่ต้องปรับน้ำหนักตามดัชนี ซึ่งน้ำหนักของตลาดหุ้นไทยลดลงต่อเนื่อง สาเหตุเพราะ Market Cap ของไทยโตไม่ทันตลาดโลก แม้บริษัทไทยจะพยายามสร้างการเติบโตด้วยการควบรวมกิจการ (M&A) แต่ก็ไม่ได้สร้าง Market Cap สุทธิใหม่ที่ใหญ่พอจะไปสู้ในเวทีโลกได้
นายยศกร ประเมินภาพรวมบรรยากาศการลงทุนตลาดโลกในไตรมาส 4/69 ยังคงมีความผันผวนสูงจากปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น กดดันให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและเกิดภาวะเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน
ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงิน ธนาคารกลางทั่วโลกต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อรายได้สุทธิ ของประชาชนและการขยายตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ AI Ecosystem ยังคงมองว่ามีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดจะกังวลเรื่องงบลงทุนมหาศาลของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่มองว่าในระยะยาวจะสามารถสร้างรายได้และเติบโตได้
ด้านผลการดำเนินงานของ XSpring ปัจจุบัน AUM กองทุนรวมแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 3,400-4,500 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้ายภายในสิ้นปี 69 จะเติบโตไปแตะระดับ 5,000-6,000 ล้านบาท ขณะที่กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ปัจจุบันอยู่ที่ราว 6,800-7,000 ล้านบาท คาดว่าจะทะลุ 10,000 ล้านบาทได้ในสิ้นปี ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาลูกค้ารายใหญ่อีก 3-4 ราย ดังนั้น AUM รวมทั้งบริษัทคาดหวังจบปีนี้ที่ 16,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 60% จากปีที่แล้วที่ 10,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนการจัดตั้งพอร์ตหลัก (Core Portfolio) แบบ Value ที่ความผันผวนต่ำ และกองทุนเสริม (Satellite/Thematic) อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4/69 มีแผนจะออกกองทุนใหม่ 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์แบบกระจายตัว เพื่อรับเทรนด์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกที่คาดว่าจะสูงขึ้นไปจนถึงปีหน้า และกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กกลุ่มคุณค่า เพื่อรับอานิสงส์ความคาดหวังเชิงบวกจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยที่ 2





