ECF ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 421 ลบ.แบกขาดทุนอ่วม 1.53 พันลบ. เจอสต็อกเน่า-ไฟไหม้-หนี้สูญ พนง.แห่ลาออก

บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค [ECF] เผชิญวิกฤตการณ์ทางการเงินและการดำเนินงานอย่างรุนแรง รายงานข้อมูลรายการทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินและรายงานเหตุการณ์สำคัญต่องบการเงินประจำปี 2568 พบว่าบริษัทประสบภาวะขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่สูงถึง 1,534.97 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้จากการดำเนินงานเพียง 263.56 ล้านบาท ส่งผลให้ ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่พลิกกลับมาติดลบถึง 421.24 ล้านบาท เสี่ยงต่อการถูกเข้าข่ายมาตรการแก้ไขฐานะทางการเงินและสภาพคล่องอย่างรุนแรง

ความเสียหาย 3 ระลอกใหญ่ฉุดงบการเงิน (Major Financial Losses)

  • การตัดจำหน่ายและตั้งด้อยค่าสินค้าคงเหลือ (983.38 ล้านบาท) คิดเป็น 373.12% ของรายได้จากการดำเนินงานสาเหตุเกิดจากการตรวจนับสินค้าคงคลังครั้งใหญ่ในไตรมาส 4/2568 พบว่าสินค้าคงเหลือ วัตถุดิบไม้ยางพารา และสินค้าอยู่ระหว่างผลิต (WIP) ที่จัดเก็บไว้เป็นเวลานาน เกิดความเสียหายรุนแรงจากความชื้น เชื้อราสะสม และการกัดกินของปลวกและแมลง
  • ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือ ECL (151.72 ล้านบาท) คิดเป็น 57.57% ของรายได้จากการดำเนินงาน สาเหตุจากการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจากลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้สุ่มเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้
  • ขาดทุนจากเหตุอัคคีภัย (76.12 ล้านบาท) คิดเป็น 28.88% ของรายได้จากการดำเนินงาน สาเหตุคือเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 บริเวณพื้นที่พ่นสี เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา ณ สาขา 1 อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ส่งผลให้ อาคาร เครื่องจักร และสินค้าคงเหลือเสียหายหนัก จนต้องตัดจ่ายออกจากบัญชี

วิกฤตสมองไหล พนักงานลาออกกว่า 80%

ปัจจัยลบที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อรากฐานการดำเนินธุรกิจ คือการสูญเสียบุคลากรอย่างรุนแรง โดยจำนวนพนักงานลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 1,359 คน (ณ สิ้นปี 2567) เหลือเพียง 465 คน (ณ สิ้นปี 2568) และลดลงเหลือเพียง 218 คน (ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งคิดเป็นการหายไปของกำลังคนเกินกว่า 80% ส่งผลให้กำลังการผลิตหดตัวอย่างรุนแรง ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ได้ ลูกค้าเดิมทยอยยกเลิกและย้ายไปหาคู่แข่ง เกิดภาวะแบกรับต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ต่อหน่วยสูงขึ้น ดันให้ผลการดำเนินงานขาดทุนซ้ำเติม

ขณะที่การลาออกของผู้บริหารระดับกลางและฝ่ายปฏิบัติการ ยังทำให้ระบบการอนุมัติ ตรวจสอบ และถ่วงดุล (Checks and Balances) พังทลาย ไม่สามารถจัดทำรายงานทางการเงินได้ถูกต้องและทันท่วงที

ผู้สอบบัญชี “ไม่แสดงความเห็น”

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตลงความเห็น “ไม่แสดงความเห็น” (Disclaimer of Opinion) ต่องบการเงินปี 2568 เนื่องจากมีความไม่แน่นอนอันเป็นสาระสำคัญต่อความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง (Going Concern) และข้อบกพร่องของระบบควบคุมภายใน ฐานะการเงินที่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบถึง 421.24 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) พุ่งสูงจนสุ่มเสี่ยงต่อการผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ยืมกับสถาบันการเงินและข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตสภาพคล่องรุนแรง (Liquidity Crisis)

แผนกู้วิกฤต 5 มิติ และมาตรการแก้ไขของฝ่ายบริหาร (Turnaround Strategy)

ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริษัทได้ออกมาตรการแก้ไขและป้องกันใน 5 ด้านหลัก เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น:

  1. คลังสินค้าและกายภาพ: ยกระดับมาตรฐานการจัดเก็บโดยยกสินค้าพ้นพื้น ติดตั้งระบบวัดความชื้น อัดฉีดน้ำยากำจัดปลวกทุก 3 เดือน และทำแผนผังคลังสินค้าใหม่เพื่อการถ่ายเทอากาศ
  2. ระบบความปลอดภัยและภัยพิบัติ: ติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติเฉพาะจุดพ่นสี ซ้อมแผนฉุกเฉิน และขยายความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยให้ครอบคลุมความเสียหายทางอ้อม
  3. ระบบบริหารสินค้า (FIFO & Tech): นำระบบ Barcode/RFID และ FIFO มาใช้เพื่อลดสินค้าค้างนาน (Aging Inventory) พร้อมปรับนโยบายตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าสินค้าที่เกิน 1 ปีเร็วยิ่งขึ้น
  4. เข้มงวดการให้สินเชื่อ: ปรับปรุง Credit Policy กำหนดเพดานวงเงินลูกหนี้ และใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินคดีกับลูกหนี้ที่ค้างชำระเพื่อลดผลกระทบ ECL
  5. ฟื้นฟูบุคลากรและระบบควบคุมภายใน: ตรึงกำลังพนักงานที่เหลืออยู่ 218 คน ปรับโครงสร้างแบบ Lean Organization และเร่งสะสางเอกสารย้อนหลังเพื่อทำระบบ บัญชี-สต็อก ให้กลับมาถูกต้องและตรวจสอบได้