นายกฯ สั่งเร่งช่วยน้ำท่วม จี้ส่งชื่อเยียวยารายวัน ลุย Big Cleaning ฟื้นฟูเมือง เตือนภาคใต้รับมือน้ำ-ฝน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน โดยย้ำว่าอย่าให้ภาพรวมสถานการณ์ที่ดีขึ้น บดบังความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมหนัก ขอให้เน้นรายงานพื้นที่ชุมชนที่ยังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจุดที่มีปัญหาการระบายน้ำในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อเร่งสนับสนุนให้เพียงพอต่อความจำเป็น

สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ขอให้เร่งจัดเก็บขยะ และทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning) ก่อนฝนระลอกใหม่ โดยหากพื้นที่ใดต้องการกำลังสนับสนุนเพิ่มเติม ให้ร้องขอตามความจำเป็นของสถานการณ์

นายกรัฐมนตรี ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดในภาคใต้ ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ทุกด้าน แม้ปริมาณฝนที่ผ่านมาจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังประมาทไม่ได้ เนื่องจากช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม เป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำมาก จึงต้องติดตามสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เตรียมแผนเผชิญเหตุ และแผนอพยพให้พร้อม เพื่อรับมือสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยง และลดผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับการประเมินของ บกปภ.ช. พบว่า ปริมาณฝนสูงสุดอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 91 มิลลิเมตร ส่วนกรุงเทพฯ มีปริมาณฝนสูงสุดที่เขตบางบอน 4.4 มิลลิเมตร โดยวันที่ 9 ตุลาคม คาดว่าจะมีฝนในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคใต้ และบางส่วนทางด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

ขณะที่ปริมาณการระบายน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาลดลงเหลือ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายหลักยังอยู่ในระดับที่กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการได้

อย่างไรก็ตาม ลุ่มน้ำบางปะกงยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากรองรับมวลน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำนครนายก ที่ไหลลงสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการหน่วงน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนคลองสียัด เขื่อนนฤบดินทรจินดา และเขื่อนขุนด่านปราการชล พร้อมระดมกำลังและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายบริเวณปลายแม่น้ำบางปะกง 

ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศอยู่ที่ 83% ของความจุรวม โดยเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์, เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนหนองปลาไหล มีปริมาณน้ำเต็มศักยภาพการกักเก็บ จึงต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ น้ำทะเลหนุนในช่วงบ่ายวันที่ 9–10 ตุลาคม เป็นปัจจัยสำคัญต่อการระบายน้ำ แม้การพยากรณ์อากาศระยะสั้นไม่พบแนวโน้มฝนตกหนักใน 12 ชั่วโมงข้างหน้า แต่ยังต้องติดตามระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกง และเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึงยะลา และนราธิวาส

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่มีความเข้าใจไม่ตรงกัน โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล และขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจน เพื่อลดความเข้าใจผิด และความขัดแย้ง พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมชลประทานและผู้ปฏิบัติงานที่ทุ่มเทช่วยเหลือประชาชน และขออย่าให้ผู้ใดนำสถานการณ์ไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง

สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นายกรัฐมนตรี กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ชี้แจงเกณฑ์และเงื่อนไขการรับเงินเยียวยาแก่ประชาชน เกษตรกร และชาวสวนผลไม้ให้ชัดเจน พร้อมขอให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ถูกต้อง เพื่อส่งข้อมูลให้ ปภ. ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาโดยเร็ว

นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำให้เตรียมความพร้อมด้านสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ประสบภัย โดยประสานเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ดำเนินต่อเนื่อง พร้อมจัดเตรียมศูนย์สนับสนุนและกระจายอาหารกับวัตถุดิบ ทั้งระดับจังหวัด และระดับภาค รองรับกรณีเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดแบบกรณีสถานการณ์น้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ที่เคยเกิดขึ้น โดยให้ประสานทั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ตลาดกลาง ผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ ผู้ประกอบธุรกิจอาหาร และฟาร์มผลิตสินค้าเกษตร เพื่อกระจายอาหาร วัตถุดิบ เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าจำเป็นผ่านหลายช่องทาง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ในการนำสินค้า Second Brand และ House Brand ซึ่งมีราคาต่ำกว่าสินค้าทั่วไป มาช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีแหล่งผลิตสินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกสินค้าราคาประหยัดให้ประชาชน

สำหรับการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรี กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่ง ให้รวบรวมและส่งรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเยียวยาเป็นรายวัน โดยไม่ต้องรอให้ครบทั้งจังหวัด เพื่อให้สามารถทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือได้ทันที พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดและลดระยะเวลาในทุกขั้นตอน เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็ว

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้มีการโอนเงินเยียวยาแล้วประมาณ 11,702 ครัวเรือนทั่วประเทศ จึงขอให้ทุกจังหวัดเร่งดำเนินการให้ครอบคลุมผู้มีสิทธิ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งมีประมาณ 300,000 ครัวเรือน แต่โอนเงินแล้วเพียงแค่ 866 ครัวเรือน จึงกำชับให้เร่งส่งรายชื่อรายครัวเรือนมายัง ปภ. และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดอุปสรรคในการจ่ายเงิน พร้อมขอให้อธิบดี ปภ. ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจ่ายเงินครอบคลุมผู้มีสิทธิและรวดเร็วยิ่งขึ้น

“รัฐบาลมีความตั้งใจอย่างมาก ในการที่เร่งดำเนินการโอนเงินค่าเสียหาย และค่าชดเชยเหล่านี้ ไปให้ประชาชนโดยเร็ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟูพื้นที่ และจัดการขยะ พร้อมสื่อสารแนวทางช่วยเหลือประชาชน ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบน้ำ และไฟฟ้า ตรวจสอบคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐาน และซ่อมแซมท่อส่งน้ำกับสายไฟ ให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย 

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า สถานการณ์การระบายน้ำโดยภาพรวมดีขึ้น แต่ที่ยังหนัก คือจุดเดิมที่หมู่บ้านฟลอร่าวิลล์ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ที่เร่งระดมกำลังไปช่วยสนับสนุนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามคำขอ ส่วนต่างจังหวัด ยังมีที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี โดยจะเร่งระบายน้ำออก 

“ภาพรวมดีขึ้น ปริมาณฝนต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ และคาดว่าการเตรียมการของทุกจังหวัด เพื่อพร้อมกับการเผชิญเหตุ เขาได้เตรียมไว้ค่อนข้างครอบคลุมแล้ว ด้วยการสนับสนุนของทุกหน่วยงาน ผ่านมติของที่ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แห่งชาติ หรือ บกปภ.ช. ที่เราประชุมกันทุกเช้า” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พร้อมระบุว่า ตั้งใจจะเร่งระบายน้ำท่วม ที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ทันก่อนที่ฝนระลอกจะเติมเข้ามา ซึ่งในการระบายน้ำนั้น เครื่องมือเครื่องจักรมีความพร้อมเต็มที่ แต่พื้นที่รับน้ำ จะต้องระบายออกไป ในช่วงที่น้ำทะเลลดลง หรือน้ำทะเลไม่หนุน ซึ่งในภาพรวมฟื้นฟูได้เกือบหมดแล้ว ยกเว้นพื้นที่น้ำท่วมขังที่ยังไม่สามารถระบายออกได้

ส่วนที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประเมินว่า จังหวัดปราจีนบุรีต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนกว่าน้ำจะระบายจากพื้นที่ท่วมขังได้หมดนั้น นายอนุทิน กล่าวเพียงว่า “จะทำให้เร็วที่สุด”

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์