ไทย-สวิสฯ ต่อยอดสัมพันธ์ 95 ปี ลุยดัน FTA -EFTA เร่งขับเคลื่อนลงทุนเศรษฐกิจสีเขียว-นวัตกรรม

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือข้อราชการเต็มคณะระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กับนายกี ปาร์เมอแล็ง (H.E. Mr. Guy Parmelin) ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส

โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับประธานาธิบดีปาร์เมอแล็ง ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (IMF-WBG Annual Meeting 2026) ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยการเยือนครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องในโอกาสที่ไทยและสวิสเซอร์แลนด์ครบรอบ 95 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสวิสเซอร์แลนด์เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างมิตรภาพที่มีมายาวนาน และผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

1. การค้าและการลงทุน สวิสเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในยุโรปในปี 2568 และยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ 

ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย – EFTA ซึ่งรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบความตกลงฯ แล้ว ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อไทยและสวิสเซอร์แลนด์ ในการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ 

โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีปาร์เมอแล็งเดินทางเยือนประเทศไทยพร้อมคณะนักธุรกิจสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งไทยพร้อมส่งเสริมการลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน

2. ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไทยและสวิสเซอร์แลนด์มีผลความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบความร่วมมือข้อ 6 ของความตกลงปารีส (Article 6 of the Paris Agreement) โดยโครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในกรุงเทพฯ (Bangkok E-Bus Programme) เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ ซึ่งได้นำรถโดยสารไฟฟ้ามาใช้แล้วประมาณ 2,000 คัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

และจากความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าว มูลนิธิ KliK (KliK Foundation) คาดว่า จะจัดซื้อคาร์บอนเครดิตมูลค่าประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากโครงการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการระดมเงินทุนสีเขียว สนับสนุนโครงการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ ๆ และเร่งการเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

3. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า จุดแข็งของสวิสเซอร์แลนด์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมสอดคล้องกับเป้าหมายของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการนำผลงานนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

4. การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไทยให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญของสวิสเซอร์แลนด์ด้านการศึกษาและการฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา โดยเฉพาะระบบที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสวิสเซอร์แลนด์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน อาทิ การปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่า การเยือนครั้งนี้จะช่วยผลักดันความสัมพันธ์ไทย-สวิสเซอร์แลนด์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และนำประเด็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมขอบคุณประธานาธิบดีปาร์เมอแล็งสำหรับมิตรภาพและความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี และหวังว่าจะได้ร่วมกันสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสวิสเซอร์แลนด์ให้มีความเข้มแข็ง มีพลวัต และยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป

“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุน ส่งเสริมเทคโนโลยีสีเขียว และพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” นายเอกภพ กล่าว 

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน