ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันศุกร์ (16 ต.ค.) ส่งผลให้ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย. โดยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งช่วยพยุงตลาด ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 644.74 จุด เพิ่มขึ้น 4.58 จุด หรือ +0.72%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,956.70 จุด เพิ่มขึ้น 22.00 จุด หรือ +0.28%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,622.61 จุด เพิ่มขึ้น 239.99 จุด หรือ +0.95%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,881.90 จุด เพิ่มขึ้น 41.55 จุด หรือ +0.38%
ดัชนี STOXX 600 แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ และปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% ในรอบสัปดาห์นี้
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า สถานการณ์ในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายการลงทุน เมื่อการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในหุ้นบางกลุ่มเผชิญแรงกดดัน
แรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงเกิดจากความกังวลว่า บริษัทต่าง ๆ พึ่งพาหนี้สินมากขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันจากจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยีตลอดสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับผลิตชิป, Aixtron ผู้จัดหาระบบสำหรับอุตสาหกรรมชิป และ Ericsson ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาด
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ฤดูประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งมากจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอาจผลักดันตลาดให้กลับขึ้นไปใกล้ระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ในช่วงที่ผ่านมา
ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี STOXX 600 จะเพิ่มขึ้น 20.7% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงเล็กน้อยจากคาดการณ์การเติบโต 21% เมื่อสัปดาห์ก่อน
บริษัทที่มีกำหนดรายงานผลประกอบการในสัปดาห์หน้า ได้แก่ SAP, ABB และ Barclays
หุ้น Aixtron พุ่งขึ้น 6% หลังบริษัทมียอดคำสั่งซื้อในไตรมาส 3 สูงกว่าคาดการณ์ และยืนยันแนวโน้มผลประกอบการตลอดทั้งปีตามเป้าหมายเดิม
หุ้น Nordex ทะยานขึ้น 12.3% หลังผู้ผลิตกังหันลมบนบกเปิดเผยกำไรจากการดำเนินงานหลักในไตรมาส 3 สูงกว่าคาด และปรับเพิ่มคาดการณ์อัตรากำไรตลอดทั้งปี
ด้านหุ้น Schneider Electric กลับทิศจากที่ปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ และล่าสุดลดลง 1.8% หลังบริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายกำไรจากการดำเนินงานหลักและรายได้สำหรับปี 2569 เป็นครั้งที่สอง
ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทรงตัว ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ลดลง 0.3% หลังจากพุ่งขึ้นมากกว่า 4.6% ในช่วง 2 วันทำการก่อนหน้า
หุ้น Nestle ปรับตัวขึ้น 1.7% หลัง JPMorgan ปรับคำแนะนำลงทุนหุ้นบริษัทอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์เป็น “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน” ส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวขึ้น 1.4%
ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อขั้นสุดท้ายของยูโรโซนในเดือนก.ย. ซึ่งวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภคที่สอดคล้องกัน (HICP) อยู่ที่ 3.8% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่สูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่างมาก สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงต้องได้รับการควบคุม
ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้รวม 0.50% ในปี 2569 สู่ระดับ 2.50% เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนคาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. และความคาดหวังดังกล่าวได้สะท้อนอยู่ในราคาตลาดแล้ว
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





