สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดี (21 ต.ค.) เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ก่อนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) [GOLD.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 110.20 ดอลลาร์ หรือ -2.66% ปิดที่ 4,039.80 ดอลลาร์/ออนซ์
ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังพิจารณาที่จะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยข่าวดังกล่าวยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อสหรัฐฯ สั่งให้นักการทูตที่ไม่มีภารกิจฉุกเฉินและครอบครัวเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย
ขณะเดียวกัน การโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มฮูตีก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียให้สูงขึ้นอีก โดยการโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงฟาฮัดในเมืองดัมมามเมื่อวันก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บอีก 8 ราย ส่วนการโจมตีด้วยโดรนต่อคลังน้ำมันชัยบาห์ของบริษัทซาอุดีอารัมโก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ปิดพุ่งขึ้น 2.32 ดอลลาร์ หรือ 2.39% ปิดที่ 99.47 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.35 ดอลลาร์ หรือ 4% ปิดที่ 113.17 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังวางแผนกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง
ขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 4.963% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนปรับลดลง
โดยปกติ อัตราผลตอบแทนที่ลดลงมักเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน (Non-Yielding Asset) เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรต่ำลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำก็ลดลงตาม แต่ครั้งนี้ราคาทองคำกลับไม่ปรับตัวขึ้น เพราะแม้อัตราผลตอบแทนจะลดลง แต่ยังอยู่ใกล้ระดับ 5% ซึ่งถือว่าสูงมาก นักลงทุนที่ต้องการความปลอดภัยจึงเลือกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทั้งปลอดภัยและยังให้ผลตอบแทนสูง มากกว่าทองคำที่ไม่มีผลตอบแทน
ราคาทองคำอยู่ภายใต้แรงกดดันมาตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้ผลักดันเงินเฟ้อ จนธนาคารกลางหลายแห่งต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อด้านผู้บริโภค (CPI) และด้านผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วออกมาสูงกว่าคาด ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก
แม้ทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อมาโดยตลอด แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนก็มักจะน่าสนใจน้อยลง
ทั้งนี้ ตลาดจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า รวมทั้งการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 89.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนต.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 82.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.
ในขณะเดียวกัน ทองคำยังถูกกดดันจากภาพรวมตลาดการเงิน เนื่องจากตลาดหุ้นยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีที่น่าผิดหวัง
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและแรงเทขายในตลาดหุ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำอ่อนตัวลง โดยคาดว่า ความผันผวนอาจยังอยู่ในระดับสูงอย่างน้อยจนถึงการประชุมเฟดสัปดาห์หน้า
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของ Intesa Sanpaolo คาดว่าความไม่แน่นอนจะยังคงอยู่ในระยะสั้น “เราคาดว่าโลหะมีค่าจะยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน แต่ความผันผวนน่าจะยังอยู่ในระดับสูง” โดยธนาคารคาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยราว 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในอีก 2-3 ไตรมาสข้างหน้า โดยมีปัจจัยสำคัญคือความต้องการเครื่องประดับทองคำทั่วโลกที่หดตัวลงอย่างรุนแรง
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท





