สนข. กางแผนเพิ่มสัดส่วนขนส่งสาธารณะ เพิ่ม Feeder-Sky Walk แก้อุปสรรคเดินทาง เก็บค่าธรรมเนียมรถติดหนุน

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ดำเนินการศึกษาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อยกระดับความสะดวกในการเดินทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้บริการเป็น 40% ภายในปี 2570 และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าขึ้นเป็น 4.5 ล้านคน/เที่ยวต่อวัน

นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นประธานการสัมมนา การศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง ครั้งที่ 2

การศึกษานี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน แม้ว่าในปัจจุบันกรุงเทพมหานครจะมีการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าและเพิ่มบริการรถโดยสารอย่างต่อเนื่อง แต่หากประชาชนยังเดินทางเข้าสู่สถานีได้ยาก หรือ เปลี่ยนต่อระหว่างระบบไม่สะดวก รถยนต์ส่วนบุคคลจึงยังคงเป็นทางเลือกสำหรับผู้เดินทางจำนวนมาก ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่มีโครงข่ายครอบคลุม ให้มีความสะดวกในการเดินทางจากบ้านเข้าสู่ระบบ และการเชื่อมต่อระหว่างระบบ

“สนข.ได้ศึกษาพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้บริการจริง เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยนำการศึกษารับฟังความเห็นจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อปรับขั้นสุดท้ายเพื่อให้แผนสามารถนำไปปฎิบัติได้จริง”

ปัจจุบันการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในกทม.และพื้นที่ต่อเนื่อง มีสัดส่วนประมาณ 18% ขณะที่เป้าหมายตามแผนบูรณาการการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง กำหนดกรอบขับเคลื่อน 3 ระยะ ตั้งแต่ปี 2570 – 2580 เน้นปรับปรุงการเข้าถึงและจุดเชื่อมต่อ พัฒนาระบบ Feeder ต่อยอดโครงข่ายให้ครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมาย ปี 2570 เพิ่มสัดส่วน เป็น 40% จึงเป็นความท้าทาย โดยที่ได้เริ่มดำเนินการคือมาตรการตั๋วร่วม ซึ่งคาดว่า จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าได้ประมาณ 20% ขณะที่ปริมาณการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล คาดว่าจะเพิ่มจาก 1.55 ล้านคน/เที่ยวต่อวันเป็น 4.5 ล้านคน/เที่ยวต่อวัน

สำหรับแผนบูรณาการ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการ การศึกษาเสนอให้พัฒนาโครงข่ายระบบรางตามแผน M-MAP2 และการเดินทางทางน้ำ ควบคู่กับการพัฒนาระบบตั๋วร่วม จุดจอดแล้วจร ทางเดินเชื่อม ทางเท้า และทางจักรยาน เพื่อให้การเดินทางระหว่างระบบสะดวกและต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

พร้อมเสนอปรับโครงข่ายรถโดยสารประจำทาง ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 269 เส้นทาง มีให้บริการจริง 239 เส้นทาง อีกประมาณ 30 เส้นทาง ยังไม่มีผู้ประกอบการ ซึ่งจะมีการเสนอปรับลดเส้นทางสายหลักที่วิ่งระยะยาวเกินไปให้สั้นลงเพื่อความเหมาะสมมากขึ้น (มีประมาณ 50%) หรือบางเส้นทางที่มีให้บริการอยู่หลายสาย ก็อาจจะปรับลงบางสายลง เพื่อลดความซ้ำซ้อน และสามารถเพิ่มความถี่ของเที่ยววิ่งให้บริการ รวมทั้งเพิ่ม สายรองอีกประมาณ 100 กว่าเส้นทาง เพื่อขยายพื้นที่บริการ รถหมวด 4 (รถสองแถว) เชื่อมต่อจากชุมชนเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าและจุดเปลี่ยนถ่ายสำคัญ

ทั้งนี้ โครงการได้สำรวจการเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าทุกสถานีที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน ในรัศมี 500 เมตร ครอบคลุม 29 จุดเชื่อมต่อ เพื่อนำมาจัดทำข้อเสนอปรับปรุงพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเสนอแนวทางพัฒนา จุดเชื่อมต่อสำคัญ 7 จุด ได้แก่

1.สถานีหัวหมาก ก่อสร้างทางเดินยกระดับ (Skywalk) เชื่อมต่อสายสีเหลือง – ARL ระยะทาง 51 เมตร งบประมาณ 42.10 ล้านบาท ปัจจุบัน รฟม.อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินงาน

2.สถานีหลักสี่ ทางเชื่อมต่อระดับดินแบบมีหลังคาคลุม รถไฟฟ้าสายสีชมพู กับรถไฟชานเมืองสายสีแดง ระยะทาง 57 เมตร วงเงินรวม 9.49 ล้านบาท ปัจจุบัน รฟม.อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินงาน

3.สถานีเพชรบุรี – สถานีมักกะสัน ก่อสร้างอาคารเชื่อมต่อสายสีน้ำเงิน กับ ARL

4. สถานีสวนจตุจักร – สถานีหมอชิต ปรับปรุงพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าและจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อ เชื่อมต่อการเดินทาง( ITF) เชื่อมสายสีน้ำเงินและสายสีเขียว

5.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – ท่ารถโดยสาร พัฒนาพื้นที่ 4 เกาะเป็น ITF เชื่อมสายสีเขียว

6. สถานีสะพานตากสิน – ท่าเรือสาทร ก่อสร้าง Station Plaza เชื่อมแบบไร้รอยต่อ

7. สถานีศูนย์ราชการ ก่อสร้าง Station Plaza เชื่อมต่อสายสีชมพู- สีม่วง – สีน้ำตาล เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการเปลี่ยนระบบและเพิ่มความต่อเนื่องของการเดินทาง

นอกจากนี้ จะต้องมีมาตรการเชิงบริหารจัดการ ผลการศึกษาเสนอแนวทางด้านราคาและค่าโดยสาร ผ่านการสนับสนุนส่วนลดแก่กลุ่มเปราะบาง การให้สิทธิประโยชน์จากนายจ้างและภาษี ตลอดจนการให้ข้อมูลวางแผนการเดินทางผ่านแอปพลิเคชันนำทาง (Namtang) และบริการเดินทางแบบบูรณาการ (Mobility as a Service: MaaS) พร้อมเสนอแนวทางจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด การนำรายได้จากภาษีน้ำมันมาอุดหนุนขนส่งสาธารณะในเมือง การพัฒนาพื้นที่รอบสถานี และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะได้สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น

ทั้งนี้ สนข.จะสรุปแผนพัฒนาระบบการคมนาคมฯ ภายในปีนี้ จากนั้นจะส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และหน่วยงานต่างๆ นำไปปฏิบัติ

    โดย คคฦ/รัชดา คงขุนเทียน