
นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ประจำเดือนกันยายน 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,088 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนสิงหาคม 2569 (7,913 ราย) เพิ่มขึ้น 175 ราย คิดเป็น 2.21% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนกันยายน 2568 (8,156 ราย) ลดลง 68 ราย คิดเป็น 0.83%
ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 21,742 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนสิงหาคม 2569 (16,811 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4,931 ล้านบาท คิดเป็น 29.33% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนกันยายน 2568 (19,867 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1,875 ล้านบาท คิดเป็น 9.44%
ทั้งนี้ มีนิติบุคคลจำนวน 3 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ทั้งสิ้น 6,042 ล้านบาท ได้แก่ 1) บริษัท เอสเอเอ โนวา จำกัด ประกอบกิจการค้าเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ทุนจดทะเบียน 4,042 ล้านบาท 2) บริษัท ทะเลดาว จำกัด ประกอบกิจการเกี่ยวกับโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท และ 3) บริษัท รามบุตรี รุ่งเรือง จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการเกี่ยวกับที่พักอาศัย โรงแรม สถานที่พักตากอากาศ ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท
โดยการจัดตั้งใหม่ช่วง 9 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กันยายน) มีจำนวน 68,286 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 (67,345 ราย) เพิ่มขึ้น 941 ราย คิดเป็น 1.40% ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ช่วง 9 เดือนของปี 2569 สะสมอยู่ที่ 203,400 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (214,214 ล้านบาท) ลดลง 10,814 ล้านบาท คิดเป็น 5.05%
เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1. ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 2,039 ราย เพิ่มขึ้น 661 ราย คิดเป็น 47.97% 2. ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 3,343 ราย เพิ่มขึ้น 543 ราย คิดเป็น 19.39% และ 3. ร้านขายปลีกเสื้อผ้า 843 ราย เพิ่มขึ้น 399 ราย คิดเป็น 89.86%
สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือนกันยายน 2569 มีจำนวน 2,365 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนสิงหาคม 2569 (2,244 ราย) เพิ่มขึ้น 121 ราย คิดเป็น 5.39% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนกันยายน 2568 (2,150 ราย) เพิ่มขึ้น 215 ราย คิดเป็น 10%
โดยการจดทะเบียนเลิกช่วง 9 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กันยายน) มีจำนวน 13,785 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 (11,879 ราย) เพิ่มขึ้น 1,906 ราย คิดเป็น 16.05%
ส่งผลให้ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,118,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.96 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,019,431 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.29 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น
- บริษัทจำกัด 815,706 ราย คิดเป็น 80.01% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 18.22 ล้านล้านบาท
- ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 202,206 ราย คิดเป็น 19.84% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท
- บริษัทมหาชนจำกัด 1,519 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.63 ล้านล้านบาท
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่มากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 555,335 ราย ทุนจดทะเบียน 14.36 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 334,514 ราย ทุนจดทะเบียน 2.61 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 129,582 ราย ทุนจดทะเบียน 7.33 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.48% 32.81% และ 12.71% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า การเติบโตของนิติบุคคลไทย ยังคงอยู่ระหว่างการเริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการพลิกผันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ ได้รับแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจาก ‘โครงการไทยช่วยไทยพลัส’ ของรัฐบาล ที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่ายที่เห็นผลเชิงบวกอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอื่น ๆ อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สงคราม ซึ่งส่งผลให้กลุ่มเชื้อเพลิง พลังงาน และทองคำที่มีราคาพุ่งทะยาน ในตลาดโลกจากผลกระทบของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับการเร่งนำเข้าสินค้าทุน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร เพื่อนำมาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อย่าง Data Center และเทคโนโลยี AI ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
“กรมฯ ขอให้ผู้ประกอบการไทย ติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ระหว่างประเทศ อาจส่งผลให้ราคาพลังงานและทองคำ ในตลาดโลกสูงขึ้น พร้อมปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค” นาย กิตติวัฒน์ระบุ
โดยให้ความสำคัญกับ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การบริหารต้นทุนและสภาพคล่อง ควบคุมค่าใช้จ่าย และบริหารหนี้ให้เหมาะสมกับรายได้ 2. นำเทคโนโลยีและช่องทางดิจิทัลมาใช้พัฒนาการขายออนไลน์ และใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 3. สร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ พัฒนามาตรฐาน และสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อ แบรนด์เพื่อแข่งขันได้มากกว่าการใช้ราคาเป็นปัจจัยหลัก และ 4. การบริหารความเสี่ยงและกระจายตลาด พร้อมประเมินแผนธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
รวมถึงการติดตามมาตรการภาครัฐ และกระทรวงพาณิชย์ โดยการนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งจะมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจ และประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจอย่างยั่งยืน
โดย พณฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





