DELTA เปิดงบ Q3 กำไรโต 4.3% YoY, 27%QoQ แม้บุ๊กภาษี Pillar Two กดดัน 1.3 พันล้าน แย้มออเดอร์รอส่งเพียบ

บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) [DELTA] เปิดเผยผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/69 ว่า มีกำไรสุทธิ 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY ) และ เพิ่มขึ้น 27.7% จากไตรมาส 2/69 ( QoQ)

โดยกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้ มีจำนวน 7,851 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไร 10.4% ซึ่งลดลงจาก 14.1% ของงวดเดียวกันในปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอุปสรรคด้านการขาดแคลนวัตถุดิบส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคารโรงงาน พร้อมรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 503 ล้านบาท รายได้ค่าสิทธิ 378 ล้านบาท ร่วมกับรายได้ชดเชยการผิดสัญญาทางการค้าและรายได้อื่น ๆ รวมทั้งบันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่ม 1,363 ล้านบาท ตามกฎการคำนวณภาษีเงินได้เสาหลักที่สอง (Pillar Two model rule) ที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ส่วนยอดขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 75,801 ล้านบาท รักษาการเติบโตในระดับสูงถึง 42.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน 16.3% ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักในทุกสายธุรกิจปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มพลังงานและระบบกำลังไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลที่ยังคงขยายตัวแข็งแกร่งจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อรองรับการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับโซลูชันระบบระบายความร้อนซึ่งทวีความสำคัญในสถาปัตยกรรมการประมวลผลสมรรถนะสูง

อีกทั้งโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเครือข่าย และการประมวลผลที่ขอบเครือข่าย (Edge Computing) ล้วนเติบโตต่อเนื่องจากการแพร่หลายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ถือเป็นแรงส่งให้เกิดแนวโน้มการขายเชิงบวกในหลากหลายแอปพลิเคชันซึ่งเดลต้ามีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก ทั้งกลุ่มระบบไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม ภาคการแพทย์ ระบบการผลิตอัจฉริยะ และระบบอัตโนมัติสำหรับอาคารสีเขียว ขณะที่กลุ่มพลังงานยานยนต์ไฟฟ้าได้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างจำกัดในไตรมาสนี้ ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วน (Component) ที่ย้ายฐานการผลิตมาที่นิคมอุตสาหกรรมเวลล์โกรว์ ก็เดินหน้าได้ดีตามแผนงาน

ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบทยอยคลี่คลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป บริษัทฯ เร่งรัดการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมที่อาคารโรงงานใหม่สองแห่งในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่สร้างเสร็จเมื่อไตรมาสที่แล้ว ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและการส่งมอบให้ลูกค้าในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นได้ดี

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมีคำสั่งซื้อที่รอการส่งมอบจำนวนมาก ซึ่งผันแปรตามสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานที่ยังต้องเฝ้าบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางปัจจัยมหภาคที่ท้าทาย

กำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ มีจำนวน 20,697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวดีขึ้น 18.5% จากไตรมาสที่แล้ว เนื่องจากกลุ่มสินค้าที่ผลิตและส่งมอบได้ดีขึ้นนั้นมีส่วนผสมอัตรากำไรที่สูงขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนตัว ทำให้เกิดการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาสนี้ อยู่ที่ 27.3% เทียบกับไตรมาสก่อนที่ 26.8% พบว่าการฟื้นตัวยังมีอุปสรรคจากการตั้งสำรองสินค้าคงคลังในปริมาณสูงมาก สืบเนื่องจากภาพรวมวัตถุดิบและสินค้าคงคลังยังคงเพิ่มปริมาณขึ้นเพื่อรองรับแผนการผลิตที่เร่งตัวท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการจัดซื้อวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลน

ร่วมกับการผลิตเพื่อสำรองปริมาณสินค้าคงคลังตามแผนธุรกิจของลูกค้า และสนับสนุนการส่งมอบงานในช่วงรอยต่อการย้ายและอัปเกรดสายการผลิตอัจฉริยะระหว่างอาคารโรงงานต่าง ๆ ที่เพิ่งสร้างเสร็จทั้งในนิคมอุตสาหกรรมบางปูและเวลล์โกรว์ ขณะที่ปัจจัยกดดันจากราคาต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นก็ยังคงอยู่ ประกอบกับสภาวะห่วงโซ่อุปทานที่ไม่สมดุลทำให้ดีมานด์ของลูกค้าบางกลุ่มมีความผันผวนในระยะสั้น ทั้งนี้ บริษัทฯ เร่งบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อบรรเทาสถานการณ์ ซึ่งคาดว่าจะมีแนวโน้มคลี่คลายในไตรมาสถัดไป

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (รวมการวิจัยและพัฒนา) มีจeนวน 12,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น13.1% จาก ไตรมาสที่แล้ว และปรับตัวสูงขึ้น 69.4% จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุจากค่าสิทธิจ่ายเพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องกับการผลิตและแนวโน้มการขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีจากสิทธิบัตรของบริษัทแม่ในไต้หวัน