In Focus: Fifth Plenum กับหมากการเมืองจีน ปูทาง “สี จิ้นผิง” สู่ผู้นำสมัยที่ 4

ประตูโรงแรมจิงซีในกรุงปักกิ่งอาจปิดเงียบจากสายตาคนนอก แต่ภายในกำลังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทั่วโลกจับตา นั่นคือการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 (Fifth Plenum) ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20

การประชุมซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม 2569 ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากนักวิเคราะห์การเมืองจีน เพราะเกิดขึ้นในช่วงไม่ถึงหนึ่งปีก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 21 ในปี 2570 ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองจีนในรอบ 5 ปีถัดไป

Fifth Plenum จึงไม่ได้เป็นเพียงการประชุมตามวาระของสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคฯ แต่ยังเป็นเวทีที่สะท้อนความเป็นเอกภาพภายในพรรคและส่งสัญญาณทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กำลังเผชิญโจทย์การรักษาเสถียรภาพภายในพรรคและกองทัพ ท่ามกลางการปราบปรามทุจริตอย่างเข้มข้น ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าเกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมก่อนที่สีจะก้าวสู่การดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคเป็นสมัยที่ 4 ในปีหน้า

Fifth Plenum มุ่งกวดขันวินัยพรรค สำคัญอย่างไรในสมการอำนาจจีน

ตามข้อบังคับของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คณะกรรมการกลางพรรคฯ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสมบูรณ์และสมาชิกสำรองรวมประมาณ 300 คน จะต้องจัดประชุมเต็มคณะ (Plenary Session หรือ Plenum) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยตลอดวาระ 5 ปีของคณะกรรมการกลางพรรคแต่ละชุด จะมีการประชุม Plenum รวม 7 ครั้ง

การประชุมแต่ละครั้งมีบทบาทแตกต่างกัน ตั้งแต่การแต่งตั้งและรับรองผู้นำระดับสูง การกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการวางอุดมการณ์ของพรรคและแนวทางการบริหารประเทศ จึงเปรียบเสมือนเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองและนโยบายของจีนในแต่ละช่วงเวลา

โดยปกติ Fifth Plenum จะมุ่งเน้นการพิจารณาร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี (Five-Year Plan) ฉบับใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการประชุม Third Plenum ในปีที่แล้วล่าช้าออกไป และมีการหารือเรื่องนโยบายเศรษฐกิจและแผนพัฒนาฉบับใหม่ไปแล้วบางส่วน วาระหลักของ Fifth Plenum ในปีนี้จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “การบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้าน” (Comprehensive and Strict Party Self-Governance) เพื่อเสริมสร้างวินัยภายในและทำให้การดำเนินนโยบายจากส่วนกลางเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับสี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนมาตั้งแต่ปี 2555 เรื่องนี้มีความหมายมากกว่าการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด เพราะวินัยของพรรคยังเกี่ยวพันกับการควบคุมกลไกรัฐและความสามารถในการผลักดันนโยบายจากส่วนกลางให้เกิดผลจริง

ในการประชุมครั้งนี้ สี จิ้นผิง ได้นำเสนอรายงานผลงานของกรมการเมือง พร้อมชี้แจงสาระสำคัญของ “ร่างมติคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าด้วยปัญหาสำคัญหลายประการในการยึดมั่นและส่งเสริมการบริหารจัดการพรรคอย่างเข้มงวดและรอบด้านอย่างไม่สั่นคลอน”

แนวทางดังกล่าวมุ่งกำกับดูแลให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายส่วนกลาง ลดการทุจริต และป้องกันการบิดเบือนหรือเพิกเฉยต่อคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา อีกด้านหนึ่ง ยังต้องการแก้ปัญหาที่ฝังอยู่ในระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นการรับคำสั่งแต่ไม่ลงมือทำจริง การทำงานที่เน้นเอกสารและภาพลักษณ์มากกว่าผลงาน หรือการไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวถูกลงโทษ

ศ. เคอร์รี บราวน์ ผู้อำนวยการสถาบัน Lau China Institute แห่ง King’s College London วิเคราะห์ว่า การประชุมครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำภาพว่าสี จิ้นผิง ยังคงควบคุมสถานการณ์และพร้อมบริหารประเทศต่อไป โดยการสื่อสารจากที่ประชุมมีแนวโน้มเน้นบทบาทของสี เพื่อคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะและความสามารถในการนำพาประเทศของเขา

ด้านรูบี ออสแมน ที่ปรึกษานโยบายอาวุโสด้านจีนจาก Tony Blair Institute for Global Change มองว่า การประชุม Plenum เป็นโอกาสที่สีจะใช้สร้างความมั่นใจว่า ข้าราชการและผู้นำรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ เข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยงของจีนไปในทิศทางเดียวกับส่วนกลาง

เมื่อการกวดขันวินัย อาจกลายเป็นดาบสองคม

หนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของการกวดขันวินัยพรรค คือการปราบปรามทุจริตที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องภายใต้การนำของสี จิ้นผิง และมีตัวเลขการสอบสวนกับการลงโทษอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงที่ผ่านมา

ข้อมูลระบุว่า ในปี 2568 จีนสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตมากกว่า 1.01 ล้านคดี และมีผู้ถูกลงโทษทางวินัยของพรรคฯ หรือทางปกครองประมาณ 983,000 คน ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลางถูกตั้งคดี 181 คนในปีเดียวกัน และอีกมากกว่า 70 คนในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569

สื่อทางการจีนอธิบายว่า การปราบปรามทุจริตเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการปฏิรูปตนเอง (Self-Reform) เพื่อรักษาความสะอาดและประสิทธิภาพของพรรค โดยมองว่าการกำจัดสินบนและการใช้อำนาจโดยมิชอบจะช่วยยกระดับธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมาย และทำให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมมากขึ้น

แต่ในสายตาของนักวิเคราะห์และสื่อตะวันตก การปราบปรามครั้งใหญ่ก็มีอีกด้านที่ต้องพิจารณา นั่นคือการสร้างความชอบธรรมให้พรรคอาจเดินคู่ไปกับความพยายามรักษาอำนาจของผู้นำ โดยการกวาดล้างบุคลากรที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอาจลดพื้นที่ของผู้คัดค้านภายในพรรค และเปิดทางให้สี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อเป็นสมัยที่ 4 ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ ครั้งที่ 21 ในปี 2570

ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อน คือเส้นแบ่งระหว่างความผิดทางวินัยกับความจงรักภักดีทางการเมือง เพราะในระบบการเมืองจีนนั้น นิยามของ “ความบกพร่องทางจริยธรรม” กับ “ความไม่จงรักภักดีต่อส่วนกลาง” มักเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

ดาเรีย อิมปิออมบา นักวิเคราะห์จากสถาบัน MERICS สะท้อนมุมมองนี้ว่า สี จิ้นผิง มองการปราบปรามทุจริตเป็นหัวใจสำคัญของความชอบธรรมของพรรคฯ เขาจึงต้องการ “เช็กแถว” ทหารและข้าราชการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะอยู่รอดและมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ยาแรงที่ปักกิ่งนำมาใช้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรง นั่นคืออัมพาตทางการบริหารในระบบราชการจีน เมื่อส่วนกลางเพิ่มการกำกับดูแลและลงโทษอย่างรุนแรง ทำให้ข้าราชการท้องถิ่นตกอยู่ในความหวาดกลัวจนเลือก “เกียร์ว่าง” และ หลีกเลี่ยงการตัดสินใจในโครงการใหม่ ๆ หรือทำเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์แบบผักชีโรยหน้าเพื่อความปลอดภัยของตนเอง ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

กองทัพจีนกับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงภายใน

ความเคลื่อนไหวในกองทัพเป็นอีกประเด็นที่ทำให้ Fifth Plenum ได้รับความสนใจ เนื่องจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของอำนาจพรรคคอมมิวนิสต์จีน และมีบทบาทโดยตรงต่อเสถียรภาพของระบบการเมือง

คณะกรรมการการทหารส่วนกลาง (Central Military Commission: CMC) ซึ่งเป็นองค์กรบัญชาการสูงสุดของกองทัพจีนและมีสี จิ้นผิง เป็นประธาน เผชิญความเปลี่ยนแปลงด้านบุคลากรครั้งใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีของจาง โหย่วเสีย อดีตรองประธาน CMC ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอำนาจรองจากสี จิ้นผิง ถูกสอบสวนและขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพในเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังถูกถอดจากตำแหน่งใน CMC ก่อนหน้านั้น ด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตและความไม่จงรักภักดีต่อพรรค

ก่อนหน้านั้น มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพหลายรายถูกดำเนินการทางวินัยเช่นกัน ความเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องกันนี้ทำให้ CMC ซึ่งเดิมมีสมาชิก 7 คน เหลือสมาชิกหลักเพียง 2 คนในปัจจุบัน ได้แก่ สี จิ้นผิง ในฐานะประธานคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง และพลเอกจาง เซิ่งหมิน รองประธาน CMC และเลขาธิการคณะกรรมการตรวจสอบวินัยทหาร

ในด้านหนึ่ง การกวาดล้างอาจช่วยให้สี จิ้นผิง กระชับการควบคุมกองทัพและตอกย้ำว่ากองทัพต้องอยู่ภายใต้การนำของพรรคอย่างใกล้ชิด แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงบุคลากรระดับสูงซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ทำให้เกิดคำถามว่า โครงสร้างบัญชาการจะยังทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพเพียงใด หรืออาจถึงขั้นกระทบต่อความพร้อมในการรบของจีนหรือไม่

ฌอง คริสตอฟ มิตเทลชเตดท์ นักวิจัยจาก University of Zurich แสดงความเห็นว่า การสอบสวนและกวาดล้างบุคลากรส่งผลให้จำนวนสมาชิกคณะกรรมการกลางของพรรคฯ ที่สามารถเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ลดลงอย่างมาก โดยคาดว่าอัตราการเข้าร่วมจะต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังเหมา เจ๋อตง

ขณะที่ Asia Society Policy Institute ประเมินก่อนการประชุมว่า สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคฯ ชุดที่ได้รับเลือกในปี 2565 ซึ่งยังอยู่ในสถานะที่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ มีสัดส่วนประมาณ 77.4% ของสมาชิกเดิมทั้งหมด หรือเข้าร่วมประมาณ 291 คน จากเดิม 376 คน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาในการประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงท่าทีของพรรคต่อการจัดวางกำลังคนในกองทัพ แต่รวมถึงความสามารถในการทำให้โครงสร้างบัญชาการกลับมามีความต่อเนื่องด้วย เพราะการควบคุมทางการเมืองที่เข้มแข็งเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากตำแหน่งสำคัญยังว่างลงหรือการจัดวางกำลังพลยังไม่ลงตัว

แม้การประชุม Plenum ครั้งนี้จะไม่ใช่เวทีหลักสำหรับแต่งตั้งสมาชิกกรมการเมือง (Politburo) เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างโดยทันที แต่สถานะของบุคลากรทางทหารรุ่นใหม่ เช่น ต่ง จวิน รัฐมนตรีกลาโหมคนปัจจุบัน ตลอดจนนายทหารระดับผู้บัญชาการเขตยุทธภูมิ ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพื่อประเมินว่าสี จิ้นผิง จะจัดวางกำลังพลและสร้างความต่อเนื่องให้แก่โครงสร้างบัญชาการชุดใหม่ได้อย่างไร

ปี 2570 กับโจทย์การรักษาอำนาจของสี จิ้นผิง

เมื่อประตูโรงแรมจินซีกลับมาเปิดอีกครั้งพร้อมกับการประชุม Fifth Plenum ที่สิ้นสุดลง แถลงการณ์สรุปผลการประชุม (Communique) ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 29 ตุลาคม 2569 รวมถึงการแถลงข่าวของคณะกรรมการกลางพรรคฯ จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เห็นว่า จีนกำลังวางทิศทางการบริหารประเทศในช่วงหนึ่งปีข้างหน้าไว้อย่างไร

สิ่งที่เห็นได้จากการประชุมครั้งนี้ คือสี จิ้นผิง ยังคงให้น้ำหนักกับการลงโทษทางวินัยและการปราบปรามทุจริต เพื่อควบคุมระบบราชการและกองทัพ ในมุมของปักกิ่ง แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรัฐบาลที่สะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติยังขึ้นอยู่กับว่า การควบคุมที่เข้มงวดจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ดีขึ้น หรือกลับทำให้การตัดสินใจติดขัดและการบริหารขาดความต่อเนื่อง

โจทย์นี้จะยิ่งสำคัญขึ้นเมื่อจีนเข้าใกล้การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 21 ในปี 2570 เพราะเวทีดังกล่าวไม่เพียงกำหนดผู้นำและโครงสร้างอำนาจสำหรับวาระถัดไป แต่ยังเป็นบททดสอบว่าพรรคจะรักษาความเป็นเอกภาพภายในได้อย่างไร ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนยังเผชิญความท้าทาย และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความเข้มข้นขึ้น

เป็นที่คาดการณ์กันว่า สี จิ้นผิง ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคเป็นสมัยที่ 3 ในปี 2565 หลังจากจีนยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2561 จะได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคต่อเป็นสมัยที่ 4 ในปี 2570

Fifth Plenum จึงเป็นมากกว่าการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางบริหารพรรคและยกระดับวินัยภายใน เพราะความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของสี จิ้นผิง นั่นคือจะรวมศูนย์อำนาจและรักษาวินัยของพรรคไปพร้อมกับการทำให้ระบบราชการและกองทัพทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร คำตอบจะค่อย ๆ ชัดขึ้นจากผลการประชุมครั้งนี้และความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตามมาในปีหน้า

โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/กัลยาณี ชีวะพานิช