
กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ยืนยันว่า เงื่อนไขหรือข้อกำหนดไม่ได้เป็นการเอื้อต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการเกี่ยวกับเงื่อนไขและกำหนด แจงตั้งวงเงินประกันเพื่อป้องกันทิ้งงาน
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ยืนยันว่า โครงการนี้ไม่ได้เอื้อให้กับบริษัทขนาดใหญ่ เพราะประชาชนเป็นผู้เลือกผู้ติดตั้งจากบัญชี Vendor List ด้วยตัวเอง
ส่วนการไฟฟ้ามีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการก่อนขึ้นทะเบียน ทั้งฐานะการเงิน วิศวกรประจำบริษัท ประสบการณ์ติดตั้ง และจำนวนบุคลากร เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถติดตั้งระบบได้ตามมาตรฐานและดูแลประชาชนได้หลังส่งมอบงาน
“ถ้าบริษัทหนึ่งมีความสามารถให้บริการได้ 5 ครัวเรือน ก็ให้บริการ 5 ครัวเรือนก่อน เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วก็ขยายเพิ่มได้แนวทางดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าร่วมได้ตามศักยภาพ ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือรับงานจำนวนมากตั้งแต่ต้น” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวถึง กรณีเงินประกันหรือ Bank Guarantee ว่า เหตุผลที่ต้องมีหลักประกันไม่ใช่เพื่อกีดกันผู้ประกอบการรายเล็ก แต่เพื่อคุ้มครองประชาชน หากผู้รับงานติดตั้งแล้วทิ้งงาน ปิดบริษัท หรือไม่ดูแลระบบภายหลัง ประชาชนต้องไม่กลายเป็นผู้รับภาระเอง
นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ผู้ติดตั้งจะต้องรับผิดชอบการประกันอุปกรณ์ ดูแลและทำความสะอาดแผง รวมถึงตรวจสอบระบบเชื่อมต่อเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาสินเชื่อที่ประชาชนอาจใช้ในการติดตั้ง หากระหว่างนั้นเกิดอุปกรณ์ชำรุด ระบบไฟมีปัญหา หรือผู้ประกอบการเลิกกิจการ เงินประกันจะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกดูแลผู้เข้าร่วมโครงการ
ทั้งนี้ รายละเอียดเรื่องเงินประกันมีทั้งส่วนที่เป็น Bank Guarantee 50,000 บาท ในช่วงติดตั้งสำหรับคุ้มครองกรณีติดตั้งไม่เสร็จ และเงินประกัน 10,000 บาทสำหรับการดูแลรักษาระยะ 7 ปี นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องสื่อสารรายละเอียดของแต่ละส่วนให้ชัด เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและประชาชนสับสนต่อไป
ดังนั้น ขอยืนยันว่า การดำเนินการต่าง ๆ ยึดประโยชน์ของประชาชน และผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับ BG เพราะหากได้ดำเนินการติดตั้งให้กับประชาชนตลอดจนถึงบริการหลังการขายที่มีการประกันคุณภาพงานตามเงื่อนไขที่การไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งได้กำหนดแล้ว ก็จะได้รับเงินดังกล่าวคืนตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด
นายพลพีร์ เปิดเผยว่า ล่าสุดมีประชาชนลงทะเบียนกับ กฟภ. ประมาณ 44,400 ราย และ กฟน. ประมาณ 12,000 ราย รวมกว่า 56,000 ราย
นอกจากนี้ ประชาชนที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุน มี 3 ธนาคารรัฐ คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่พร้อมปล่อยเงินกู้ให้ประชาชนในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 2.5% เป็นเวลา 7 ปี (จากข้อมูล ธอส.) โดยปริมาณไฟฟ้าที่ขายคืนให้กับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทางการไฟฟ้าก็จะนำรายได้เหล่านี้ไปส่งให้กับธนาคารเพื่อช่วยผ่อนธนาคารให้กับพประชาชนด้วย
นายพลพีร์ ยืนยันว่า โครงการนี้ต้องการให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด และมีโอกาสสร้างรายได้จากพื้นที่ของตัวเอง ขณะที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถแข่งขันได้ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยผู้ตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการคือประชาชน ไม่ใช่รัฐหรือการไฟฟ้า
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน




