ดาวโจนส์/S&P 500/Nasdaq กอดคอร่วง กังวลผลประกอบการซบ

ณ เวลา 21.02 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ลบ 227.33 จุด หรือ 0.43% สู่ระดับ 52,115.23 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 [SP500.X] และดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ลบ 1.20% และ 2.13% ตามลำดับ

หุ้น Amazon ปรับตัวลง 5% ในการซื้อขายวันนี้ หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการและรายได้ประจำไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาด

ขณะเดียวกัน หุ้น Intel ดิ่งลง 26% หลังบริษัทเปิดเผยแนวโน้มผลประกอบการสำหรับไตรมาสปัจจุบันที่ซบเซา ท่ามกลางการชะลอตัวของตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC)

หุ้น SanDisk ร่วงลง 9% แม้ว่าบริษัทเปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาสแรกของปีงบการเงินสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปยังคงเผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนเช่นกัน โดยหุ้น Advanced Micro Devices หรือ AMD ร่วงลง 10% ขณะที่หุ้น Nvidia และ Broadcom ปรับตัวลง 3% และ 4% ตามลำดับ

วันนี้ (30 ต.ค.) เป็นวันทำการซื้อขายวันสุดท้ายของเดือนตุลาคม โดยตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา การลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ขณะที่นักลงทุนจับตาการใช้จ่ายของบริษัทต่าง ๆ ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรม AI

ดัชนี Nasdaq มีแนวโน้มดิ่งลง 2.5% ในเดือนนี้ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.9% ส่วนดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 2.8%

บริษัทในกลุ่ม Neoclouds ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการประมวลผลบนคลาวด์ที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ก็กำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากนักลงทุนเกี่ยวกับระดับหนี้สินของบริษัท

หุ้น CoreWeave เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดของความกังวลดังกล่าว โดยราคาหุ้นของบริษัททรุดตัวลงอย่างหนักถึง 30% ในเดือนนี้

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่มีกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน

นักลงทุนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต่างคาดการณ์ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “คลื่นสีน้ำเงิน” (Blue Wave) ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า เนื่องจากพรรคเดโมแครตกำลังมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในการสำรวจความคิดเห็น ขณะที่คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ พรรคเดโมแครตใช้สีน้ำเงินเป็นสีประจำพรรค ส่วนพรรครีพับลิกันใช้สีแดง นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตใช้ลาเป็นสัญลักษณ์ประจำพรรค ขณะที่พรรครีพับลิกันใช้ช้างเป็นสัญลักษณ์

ในการเลือกตั้งกลางเทอม สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะมีการชิงชัยครบทั้ง 435 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภาจะมีการเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง

พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จากปัจจุบัน 214 เป็น 218 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ที่มีทั้งหมด 435 ที่นั่ง

ส่วนในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งเช่นกัน เพื่อให้พรรคเดโมแครตและพันธมิตร ซึ่งขณะนี้ครอง 47 ที่นั่ง มีที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 51 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่มีทั้งหมด 100 ที่นั่ง

หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินนโยบายของปธน.ทรัมป์ในช่วง 2 ปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาเช่นกัน โดยการเลือกตั้งในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายนจะเป็นปัจจัยตัดสินว่าพรรคใดจะได้ควบคุมทั้งสองสภาในสภาคองเกรสสหรัฐตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่งของปธน.ทรัมป์ หลังจากที่พรรครีพับลิกันสามารถควบคุมทั้งสองสภาในช่วง 2 ปีแรก

“การที่สภาผู้แทนราษฎรตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครตถือเป็นสมมติฐานหลักที่ได้รับความเห็นพ้องกันอย่างชัดเจน” วูล์ฟ รีเสิร์ชระบุในรายงานวันที่ 27 ตุลาคม โดยบริษัทได้สำรวจความคิดเห็นนักลงทุนจำนวน 138 ราย และพบว่า 96% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่า พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

รายงานระบุว่า “ความคลาดเคลื่อนของผลสำรวจความคิดเห็นที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อให้พรรครีพับลิกันยังคงรักษาอำนาจควบคุมสภาผู้แทนราษฎรไว้ได้นั้น จะต้องมีขนาดใหญ่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ และสูงกว่าความคลาดเคลื่อนของผลสำรวจในการเลือกตั้งปี 2020 ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีความผิดพลาดอย่างมากเสียอีก”

นอกจากนี้ วูล์ฟเปิดเผยว่า นักลงทุน 58% ที่บริษัทสำรวจเชื่อว่า พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ขณะที่ 42% เชื่อว่าพรรครีพับลิกันจะยังคงรักษาอำนาจควบคุมวุฒิสภา

นักวิเคราะห์จากสถาบันอื่น ๆ ก็เริ่มมีความเห็นสอดคล้องกันมากขึ้นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นค่ำคืนแห่งชัยชนะครั้งสำคัญของพรรคเดโมแครต

“สถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น หรือปรากฏการณ์คลื่นสีน้ำเงิน ได้กลายมาเป็นสมมติฐานหลักของเราแล้ว” รายงานของทีดี ซีเคียวริตีส์ ลงวันที่ 20 ตุลาคม ระบุ ขณะที่รายงานของเรย์มอนด์ เจมส์ ลงวันที่ 23 ตุลาคม ระบุว่า “พรรคเดโมแครตอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งในการคว้าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นที่จะเพิ่มจำนวนที่นั่งมากเพียงพอสำหรับการครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา”

ทีดีคาดการณ์ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ ก็อาจช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากอิทธิพลของปธน.ทรัมป์ เนื่องจากการแต่งตั้งกรรมการเฟดคนใหม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถเข้าควบคุมสภาใดสภาหนึ่งได้ พรรคจะดำเนินการสอบสวนบริษัทต่าง ๆ ที่เคยทำธุรกิจกับรัฐบาลทรัมป์ เนื่องจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภามีอำนาจออกหมายเรียกบุคคลหรือเอกสารผ่านคณะกรรมาธิการต่าง ๆ โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตบางส่วนได้ส่งสัญญาณถึงประเด็นสำคัญที่ต้องการสอบสวนไว้แล้วก่อนการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากพรรครีพับลิกันยังคงควบคุมทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้น หากเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐสภาและทำเนียบขาว สหรัฐอาจเผชิญภาวะชะงักงันทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณและการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ