บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวนจากความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยตลาดคาดว่าเงินเฟ้อไทยเดือนตุลาคมจะเพิ่มขึ้น 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป ขณะที่ความผันผวนของตลาดการเงินโลกยังเป็นอีกปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยถือเงินสดประมาณ 20–30% ของพอร์ต พร้อมใช้กลยุทธ์ Selective Buy คัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว ได้แก่ BGRIM, THAI, SAWAD, BH และ CPN
สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยเดือนตุลาคมอยู่ที่ประมาณ 96.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนตุลาคมที่3.4% เพิ่มขึ้นจาก 2.8% ในเดือนกันยายน โดยหากตัวเลขจริงออกมาสูงกว่า 3% อาจสร้างแรงกดดันต่อมุมมองอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.6% สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังมาจากต้นทุนพลังงานและอาหาร มากกว่าการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ อีกปัจจัยสำคัญคือผลประกอบการไตรมาส 3/69 ของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Real Sector) ซึ่งหลายแห่งมีกำไรต่ำกว่าประมาณการ โดย SCC รายงานผลประกอบการต่ำกว่าคาด 35% จากแรงกดดันธุรกิจปิโตรเคมี ขณะที่ DELTA มีกำไรต่ำกว่าคาด 12% จากการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง แม้ยังเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน PTTEP รายงานกำไรต่ำกว่าคาด 21% จากรายการด้อยค่าสินทรัพย์และผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังต่อการประกาศผลประกอบการของบริษัทอื่น ๆ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีการปรับประมาณการกำไรเป็นรายบริษัท
ด้านตลาดต่างประเทศ ความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI เริ่มเปลี่ยนจากการพิจารณาการเติบโตของกำไรมาให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) หลังบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จนรายจ่ายลงทุน (CAPEX) เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มหมุนเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและหุ้นกลุ่ม Defensive มากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันโลกเริ่มมีสัญญาณอ่อนตัวจากความคาดหวังต่อการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเดือนพฤศจิกายน บล.เอเซีย พลัส แนะนำ Selective Buy โดยเน้น 3 ธีม ได้แก่
Anti-Commodity เลือก BGRIM และ THAI ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง โดย BGRIM อาจมีอัตรากำไรดีขึ้นหากต้นทุนก๊าซธรรมชาติปรับลดลงเร็วกว่าราคาขายไฟฟ้า ขณะที่ THAI มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ผ่อนคลาย
ส่วน Anti-Yield เลือก SAWAD ซึ่งอาจได้รับประโยชน์หากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้และต้นทุนระดมทุนลดลง ช่วยสนับสนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย
ขณะที่ Defensive เลือก BH และ CPN จากลักษณะธุรกิจที่มีความต้องการใช้บริการและฐานรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ โดย BH ได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ส่วน CPN มีรายได้จากธุรกิจให้เช่าเป็นฐานสำคัญ ช่วยสร้างความต่อเนื่องของกระแสรายได้ ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นในจังหวะที่ราคามีส่วนต่างจากมูลค่าพื้นฐานอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการติดตามผลประกอบการจริงและปัจจัยสนับสนุนของแต่ละธุรกิจ โดยให้น้ำหนักกับการบริหารความเสี่ยงและรักษาสภาพคล่องของพอร์ตในช่วงที่ตลาดยังขาดความชัดเจน





