
นักลงทุนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต่างคาดการณ์ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “คลื่นสีน้ำเงิน” (Blue Wave) ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (3 พ.ย.) เนื่องจากพรรคเดโมแครตกำลังมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในการสำรวจความคิดเห็น ขณะที่คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ พรรคเดโมแครตใช้สีน้ำเงินเป็นสีประจำพรรค ส่วนพรรครีพับลิกันใช้สีแดง นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตใช้ลาเป็นสัญลักษณ์ประจำพรรค ขณะที่พรรครีพับลิกันใช้ช้างเป็นสัญลักษณ์
ในการเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะมีการชิงชัยครบทั้ง 435 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภาจะมีการเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง
พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จากปัจจุบัน 214 เป็น 218 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ที่มีทั้งหมด 435 ที่นั่ง
ส่วนในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งเช่นกัน เพื่อให้พรรคเดโมแครตและพันธมิตร ซึ่งขณะนี้ครอง 47 ที่นั่ง มีที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 51 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่มีทั้งหมด 100 ที่นั่ง
การนับคะแนนเลือกตั้งจะเริ่มขึ้นในช่วงค่ำวันพรุ่งนี้ โดยจอร์เจีย อินเดียนา เคนทักกี เซาท์แคโรไลนา เวอร์จิเนีย และเวอร์มอนต์ จะเป็นกลุ่มรัฐที่เริ่มมีการนับคะแนนก่อน ในวันอังคารที่ 3 พ.ย. เวลา 19.00 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเช้าวันพุธที่ 4 พ.ย. เวลา 07.00 น. ตามเวลาไทย ซึ่งจะทำให้หลายฝ่ายสามารถเริ่มประเมินแนวโน้มผลการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า การนับคะแนนอาจยืดเยื้อออกไปหลายวัน หากมีการต่อสู้ทางกฎหมายในรัฐที่มีการแข่งขันอย่างสูสี โดยเฉพาะการนับคะแนนทางไปรษณีย์และบัตรที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินนโยบายของปธน.ทรัมป์ในช่วง 2 ปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
จากการวิเคราะห์ของ Morgan Stanley พบว่า ในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐมาจากพรรครีพับลิกัน ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 23% ในช่วงหนึ่งปีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
แต่ในกรณีที่พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 16% ในช่วงหนึ่งปีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
ผลสำรวจบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งครั้งนี้
“การที่สภาผู้แทนราษฎรตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครตถือเป็นสมมติฐานหลักที่ได้รับความเห็นพ้องกันอย่างชัดเจน” วูล์ฟ รีเสิร์ชระบุในรายงานวันที่ 27 ตุลาคม โดยบริษัทได้สำรวจความคิดเห็นนักลงทุนจำนวน 138 ราย และพบว่า 96% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่า พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
รายงานระบุว่า “ความคลาดเคลื่อนของผลสำรวจความคิดเห็นที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อให้พรรครีพับลิกันยังคงรักษาอำนาจควบคุมสภาผู้แทนราษฎรไว้ได้นั้น จะต้องมีขนาดใหญ่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ และสูงกว่าความคลาดเคลื่อนของผลสำรวจในการเลือกตั้งปี 2020 ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีความผิดพลาดอย่างมากเสียอีก”
นอกจากนี้ วูล์ฟเปิดเผยว่า นักลงทุน 58% ที่บริษัทสำรวจเชื่อว่า พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ขณะที่ 42% เชื่อว่าพรรครีพับลิกันจะยังคงรักษาอำนาจควบคุมวุฒิสภา
นักวิเคราะห์จากสถาบันอื่น ๆ ก็เริ่มมีความเห็นสอดคล้องกันมากขึ้นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นค่ำคืนแห่งชัยชนะครั้งสำคัญของพรรคเดโมแครต
“สถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น หรือปรากฏการณ์คลื่นสีน้ำเงิน ได้กลายมาเป็นสมมติฐานหลักของเราแล้ว” รายงานของทีดี ซีเคียวริตีส์ ลงวันที่ 20 ตุลาคม ระบุ ขณะที่รายงานของเรย์มอนด์ เจมส์ ลงวันที่ 23 ตุลาคม ระบุว่า “พรรคเดโมแครตอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งในการคว้าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นที่จะเพิ่มจำนวนที่นั่งมากเพียงพอสำหรับการครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา”
ทีดีคาดการณ์ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ ก็อาจช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากอิทธิพลของปธน.ทรัมป์ เนื่องจากการแต่งตั้งกรรมการเฟดคนใหม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถเข้าควบคุมสภาใดสภาหนึ่งได้ พรรคจะดำเนินการสอบสวนบริษัทต่าง ๆ ที่เคยทำธุรกิจกับรัฐบาลทรัมป์ เนื่องจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภามีอำนาจออกหมายเรียกบุคคลหรือเอกสารผ่านคณะกรรมาธิการต่าง ๆ โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตบางส่วนได้ส่งสัญญาณถึงประเด็นสำคัญที่ต้องการสอบสวนไว้แล้วก่อนการเลือกตั้ง
Kalshi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดิมพันออนไลน์ คาดการณ์ว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาส 68% ที่จะชนะการเลือกตั้ง และครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร โดยโอกาสดังกล่าวค่อนข้างทรงตัวตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม
ส่วนแพลตฟอร์ม Polymarket ประเมินว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาส 65% ที่จะกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา
อย่างไรก็ดี แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากได้ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากพรรครีพับลิกันยังคงควบคุมทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้น หากเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐสภาและทำเนียบขาว สหรัฐอาจเผชิญภาวะชะงักงันทางการเมือง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณและการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




