สหรัฐเริ่มเปิดคูหาเลือกตั้งแล้ว! ไทยร่วมลุ้นผลเลือกตั้ง พรุ่งนี้เช้า

รัฐเวอร์มอนต์เป็นหนึ่งในไม่กี่รัฐที่มีกฎหมายอนุญาตให้เปิดหน่วยเลือกตั้งได้ตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้ อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ของแต่ละเขตเลือกตั้งจะเป็นผู้กำหนดเวลาเปิดหน่วยเลือกตั้งด้วยตนเอง ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่หน่วยเลือกตั้งทุกแห่งในรัฐจะต้องปิดคูหาในเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 07.00 น.ของวันพุธที่ 4 พ.ย.ตามเวลาไทย

นอกจากนี้ ในวันนี้ เวลา 06.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ หรือตรงกับเวลา 18.00 น. ตามเวลาไทย หน่วยเลือกตั้งในรัฐนิวยอร์ก, นิวเจอร์ซีย์, คอนเนตทิคัต และเวอร์จิเนีย จะเริ่มเปิดคูหาให้ประชาชนลงคะแนนเสียง

ต่อมา ในเวลา 07.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ หรือตรงกับเวลา 19.00 น. ตามเวลาไทย การลงคะแนนเสียงจะเริ่มขึ้นในรัฐเพนซิลเวเนีย, แมสซาชูเซตส์, ฟลอริดา และอีกหลายรัฐ

ทั้งนี้ เวอร์มอนต์ จอร์เจีย อินเดียนา เคนทักกี เซาท์แคโรไลนา และเวอร์จิเนีย จะเป็นกลุ่มรัฐที่เริ่มมีการนับคะแนน หลังจากปิดหีบเลือกตั้งในวันนี้ เวลา 19.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 07.00 น. ของวันพุธที่ 4 พ.ย. ตามเวลาไทย

การเลือกตั้งกลางเทอมในครั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะมีการชิงชัยครบทั้ง 435 ที่นั่ง ขณะที่วุฒิสภาจะมีการเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐใน 36 รัฐ

ปัจจุบัน พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จากปัจจุบัน 214 เป็น 218 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ ที่มีทั้งหมด 435 ที่นั่ง

ส่วนในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 4 ที่นั่งเช่นกัน เพื่อให้พรรคเดโมแครตและพันธมิตร ซึ่งขณะนี้ครอง 47 ที่นั่ง มีที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 51 ที่นั่ง เพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่มีทั้งหมด 100 ที่นั่ง

สถิติบ่งชี้ว่า ดัชนี S&P 500 มักดีดตัวขึ้น หลังการเลือกตั้งกลางเทอมและการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยจากการวิเคราะห์ของสำนักข่าว CNBC ซึ่งศึกษาผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 หลังการเลือกตั้งระหว่างปี 1980-2024 พบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 0.2% หลังการเลือกตั้ง 1 วันและ 1 สัปดาห์ และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.1% หลังจากผ่านไป 1 เดือน โดยเป็นค่าเฉลี่ยจากทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งกลางเทอม

เมื่อผ่านไป 1 ปี ดัชนีปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 13.7% หลังการเลือกตั้งกลางเทอม และ 13.8% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยดัชนีมีผลตอบแทนเป็นบวกใน 91% ของกรณีที่ศึกษา นอกจากนี้ S&P 500 ยังปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมทั้ง 11 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1982 ถึง 2022

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในระยะสั้นมีความไม่แน่นอนมากกว่า โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบเล็กน้อยในช่วง 1 วันและ 1 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง

ไรอัน เดทริก ผู้ร่วมให้ข้อมูลของ CNBC และหัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Carson Group กล่าวกับ CNBC ว่า “ก่อนการเลือกตั้งเหล่านี้ ตลาดมีความวิตกกังวลอยู่บ้าง แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ความรู้สึกโล่งใจก็จะเกิดขึ้นอย่างมาก และโดยทั่วไปตลาดมักทำผลงานได้ค่อนข้างดี”

อย่างไรก็ดี โดยปกติแล้ว ตลาดมักชื่นชอบสถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันแบ่งกันคุมทำเนียบขาวและสภาคองเกรสอย่างน้อยหนึ่งสภา

จากการเลือกตั้งกลางเทอม 10 ครั้ง และการเลือกตั้งประธานาธิบดี 5 ครั้ง ซึ่งไม่มีพรรคหนึ่งพรรคใดยึดอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งทำเนียบขาวและสภาคองเกรส พบว่า S&P 500 ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 15% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้ง โดยผลตอบแทนเป็นบวกถึง 14 ครั้งจากทั้งหมด 15 ครั้ง

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ดัชนีปรับตัวขึ้นเฉลี่ยเพียง 11.5% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้งที่ส่งผลให้พรรคการเมืองเดียวสามารถควบคุมอำนาจทั้งหมดในทำเนียบขาวและสภาคองเกรส

เดทริกกล่าวว่า “หากเกิดกระแสชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรครีพับลิกัน หรือพรรคเดโมแครต ตลาดกลับไม่ได้ชื่นชอบสถานการณ์เช่นนั้นมากนัก เพราะอาจทำให้เกิดการใช้จ่ายมากเกินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และทำให้พรรคที่ชนะมีอำนาจมากเกินไป”

นอกจากนี้ สถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตควบคุมสภาคองเกรส ขณะที่ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันคุมทำเนียบขาว ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในครั้งนี้ ก็เคยส่งผลบวกต่อตลาดเช่นกัน

การวิเคราะห์ของ CNBC พบว่า หลังการเลือกตั้งกลางเทอม 3 ครั้ง ได้แก่ ปี 1986, 1990 และ 2006 ซึ่งพรรคเดโมแครตควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขณะที่ประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกันนั้น ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงเฉลี่ย 0.5% ในวันแรกหลังการเลือกตั้ง แต่ปรับตัวขึ้น 3.4% หลังผ่านไป 1 เดือน และเพิ่มขึ้น 10.9% หลังผ่านไป 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าผลการเลือกตั้งอาจเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อตลาดมากกว่า

ตัวอย่างเช่น ดัชนี S&P 500 ดิ่งลง 22.1% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้งปี 2000 เนื่องจากวิกฤตฟองสบู่ดอทคอม นับเป็นการปรับตัวของดัชนีหลังการเลือกตั้งที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980

ในทางกลับกัน ปีที่ตลาดทำผลงานได้ดีที่สุดหลังการเลือกตั้งคือปี 2020 โดย S&P 500 พุ่งขึ้น 38.3% ในช่วง 1 ปีหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากตลาดฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากแรงเทขายครั้งใหญ่ที่เกิดจากวิกฤตโควิด-19

นอกจากนี้ รายงานจากธนาคารโซซิเอเต้ เจเนอราล ระบุว่า นักลงทุนควรคำนึงไว้ว่า นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และวัฏจักรผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อตลาดมากกว่าผลการเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น หลังการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2018 ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกลับคืนมาได้ในช่วงที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก แต่ตลาดหุ้นได้ปรับตัวลง เนื่องจากในปีดังกล่าว เฟดดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ S&P 500 ปิดสิ้นปีด้วยการดิ่งลง 6.2% แม้ว่าหลังจากการเลือกตั้งผ่านไป 1 ปี ตลาดจะปรับตัวขึ้น 11.7% ก็ตาม

ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ตลาดผันผวนในครั้งนี้คือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคำถามที่ว่าการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะดำเนินต่อไปหรือไม่

เดทริกกล่าวว่า ตราบใดที่กระแสการเติบโตของ AI ยังคงดำเนินต่อไป และเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้ “ตลาดกระทิงรอบนี้ก็น่าจะยังคงอยู่ และมีความแข็งแกร่ง”

หากพรรคเดโมแครตสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็มีแนวโน้มอย่างมากที่จะสร้างแรงกดดันต่อการขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และอาจทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องชะลอหรือลดแผนการลงทุนลงอีก

ตลาดพันธบัตรเองก็มีความเปราะบางเช่นกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้

นอกจากนี้ สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านก็อาจทวีความรุนแรงขึ้นหลังการเลือกตั้ง หากปธน.ทรัมป์ดำเนินการตามคำขู่ที่จะโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ หรือหากอิหร่านยกระดับการตอบโต้

จิม รีด หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคและการลงทุนของ Deutsche Bank ระบุในบทวิเคราะห์ว่า “รูปแบบตามฤดูกาลของตลาดไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดผลลัพธ์ได้อย่างตายตัว และความกังวลเกี่ยวกับอิหร่าน, AI และฝรั่งเศส ก็ไม่ได้หายไปอย่างลึกลับเพียงเพราะการเลือกตั้งสิ้นสุดลง”

หากพิจารณาจากสถิติในอดีต เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์ Santa Rally หรือการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงปลายปี และการดีดตัวขึ้นของ S&P 500 หลังการเลือกตั้งกลางเทอม

อย่างไรก็ดี ตลาดในปัจจุบันยังคงขับเคลื่อนด้วยกระแส AI ขณะที่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายของเฟด และตลาดพันธบัตร ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการกำหนดทิศทางตลาด

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ