ราคาทองพุ่ง 3% รับอานิสงส์ดอลลาร์อ่อนค่า หลังเดโมแครตคว้าชัยเลือกตั้งกลางเทอม

ณ เวลา 23.00 น.ตามเวลาไทย ราคาทองสปอต [GOLD.X] พุ่งขึ้น 118.81 ดอลลาร์ หรือ 3.06% สู่ระดับ 4,049.01 ดอลลาร์/ออนซ์

ส่วนสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ทะยานขึ้น 110.90 ดอลลาร์ หรือ 2.80% สู่ระดับ 4,050.70 ดอลลาร์/ออนซ์

ราคาทองสปอตกลับมายืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง หลังจากดิ่งลงแตะ 3,869.85 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568

ทองคำทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 โดยราคาพุ่งขึ้น 66% ในปีดังกล่าว เนื่องจากนักลงทุนหันมาถือครองทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ราคาทองดิ่งลงในปีนี้ โดยอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้น และธนาคารกลางที่ดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบต่อราคาทองคำ นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาทองคำปรับตัวลงมากกว่า 7%

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ส่งผลให้ดอลลาร์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 เดือนในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าพรรคเดโมแครตจะเข้าควบคุมธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเข้มงวดขึ้น และผลกระทบที่อาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

นายจิม ไวคอฟฟ์ นักวิเคราะห์จาก American Gold Exchange กล่าวว่า ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง โดยสะท้อนมุมมองที่ว่า การที่สภาคองเกรสอาจไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญ ๆ ได้มากนัก และมีแนวโน้มเกิดภาวะชะงักงันทางการเมือง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงมีอยู่ และราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนกำลังรอดูท่าทีของรัฐบาลสหรัฐเกี่ยวกับการทำสงครามกับอิหร่าน

ขณะนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 79% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม โดยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ