
ถ้าหากผู้ประกอบธุรกิจ หรือองค์กรต่าง ๆ ยากจะโอนเงินผ่านบล็อกเชน แต่ว่าไม่อยากแลกเป็น stablecoin ต้องทำยังไง วันนี้ Standard Charter นำร่องเปิดทาง “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” สำหรับลูกค้าองค์กรในฮ่องกง ยกระดับ Tokenization ให้กับระบบการเงินแบบดั้งเดิม ด้วยต้นทุนที่ถูกลง ระยะเวลาดำเนินการที่เร็วขึ้น
Standard Chartered เปิดตัวเงินฝาก Tokenized ในฮ่องกง โอนข้ามธนาคาร 24 ชั่วโมง!
ธนาคารยักษ์ใหญ่เริ่มนำบล็อกเชนมาใช้กับเงินฝากจริง กันมากขึ้น ล่าสุด Standard Chartered ก็ประกาศเปิดตัวบริการ Tokenized Deposits หรือ “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” สำหรับลูกค้าองค์กรในฮ่องกง ทำให้สามารถโอนเงินระหว่างธนาคารที่เข้าร่วมระบบ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะอยู่นอกเวลาทำการของธนาคารก็ตาม
บริการนี้ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนของ Standard Chartered ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐาน EnsembleTX ซึ่งพัฒนาโดยธนาคารกลางฮ่องกง หรือ HKMA จุดเด่นคือ การโอนเงินฝากระหว่างธนาคาร สามารถดำเนินการได้แบบเรียลไทม์ โดยมีการชำระดุลขั้นสุดท้ายด้วยเงินของธนาคารกลางในรูปแบบโทเคน
แล้ว Tokenized Deposit ต่างจาก Stablecoin อย่างไร?
อธิบายง่าย ๆ ก็คือ Tokenized Deposit ยังเป็นเงินฝากที่อยู่กับธนาคาร เพียงแต่นำมาแสดงและเคลื่อนย้าย ในรูปแบบโทเคนบนระบบบล็อกเชน ขณะที่ Stablecoin อย่าง USDT หรือ USDC เป็นโทเคนที่ออกโดยบริษัทเอกชน และออกแบบให้มีมูลค่าอ้างอิงกับสกุลเงิน เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น สำหรับลูกค้าองค์กร การใช้ Tokenized Deposit จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการโอนเงินนอกเวลาทำการ โดยไม่ต้องแปลงเงินฝากเป็น Stablecoin ก่อน
ที่น่าสนใจคือ การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายระบบ EnsembleTX ของ HKMA ให้รองรับการชำระดุลตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบัน โครงการนี้ มีธนาคารเข้าร่วมแล้วกว่า 12 แห่ง และบริษัทอื่นอีก 20 แห่ง โดยต่อยอดจากโครงการนำร่องที่เริ่มในเดือนพฤศจิกายนปี 68
นอกจากนี้ Standard Chartered ยังทำงานร่วมกับ Fireblocks เพื่อเชื่อมต่อบริการเข้ากับลูกค้ากลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ HashKey ก็เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังไม่ได้เปิดเผยว่ามีการทำธุรกรรมผ่านระบบไปแล้วมูลค่าเท่าไร หรือมีสถาบันใดสามารถใช้งานบริการนี้ได้บ้างในช่วงเริ่มต้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ Tokenization ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำหุ้นหรือสินทรัพย์มาออกเป็นโทเคนเท่านั้น แต่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนย้ายเงินในระบบธนาคารด้วย
ที่ผ่านมา เราอาจคุ้นเคยกับการนำ Stablecoin ในฐานะเครื่องมือโอนเงินบนบล็อกเชน แต่ตอนนี้ธนาคารกำลังพัฒนาอีกโมเดลหนึ่ง ที่ทำให้เงินฝากสามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง และยังมีการชำระดุลผ่านเงินของธนาคารกลางด้วย
สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ บริการนี้จะขยายการใช้งานในกลุ่มลูกค้าองค์กรได้มากแค่ไหน และจะช่วยลดข้อจำกัดของระบบชำระเงินระหว่างธนาคารแบบเดิมได้จริงหรือไม่ เพราะนี่อาจเป็นอีกก้าวที่ทำให้บล็อกเชนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องถือคริปโทเลยก็ได้
ทองแดงก็มา! Metals.io เปิดตัว Tokenized Copper 25 ตัน ซื้อขายบนบล็อกเชน 24 ชม.
ช่วงนี้กระแส Real World Assets กำลังขยายตัวไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภท เพราะหลังจากที่เราเห็นการนำทองคำมาออกเป็นโทเคนบนบล็อกเชนกันแล้ว ล่าสุดถึงคิวของ “ทองแดง” ซึ่งเป็นโลหะสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน และ AI Data Center
ทางบริษัท Metals.io ประกาศเปิดตัวโทเคนทองแดงที่ชื่อว่า xCu จำนวน 25,000 โทเคน มูลค่ารวมประมาณ 366,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีทองแดงจริงน้ำหนัก 25 ตัน เก็บรักษาอยู่ในคลังสินค้าที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี
โทเคน xCu จำนวน 1 เหรียญ จะมีทองแดงบริสุทธิ์ที่ผ่านกระบวนการถลุงแล้ว 1 กิโลกรัมหนุนหลังอยู่ นั่นหมายความว่า ผู้ถือโทเคนไม่ได้ลงทุนในหุ้นบริษัทเหมืองทองแดง หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า แต่เป็นการถือกรรมสิทธิ์ในทองแดงที่มีอยู่จริงและถูกจัดเก็บไว้แล้ว
ที่น่าสนใจคือ นักลงทุนสามารถซื้อขายโทเคน xCu ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน และถ้าอยากแลกโทเคนกลับมาเป็นทองแดงจริงก็สามารถทำได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องมีบัญชีสำหรับรับฝากทองแดงที่เหมาะสม และผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน KYC รวมถึงมาตรการป้องกันการฟอกเงิน (AML) โดยการไถ่ถอนทองแดงจริงมีขั้นต่ำประมาณ 125 กิโลกรัม เพราะทองแดงที่จัดเก็บอยู่มีลักษณะเป็นแผ่น แต่ละแผ่นหนักประมาณ 125 กิโลกรัม
สำหรับการดูแลสินทรัพย์ จะมี Archax แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในสหราชอาณาจักร ทำหน้าที่เป็น Trustee และตรวจสอบว่าทองแดงในคลังมีปริมาณสอดคล้องกับจำนวนโทเคนที่หมุนเวียนอยู่
แล้วทำไมต้องเป็นทองแดง? เพราะทองแดงเป็นหนึ่งในโลหะที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นระบบสายส่งไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า หรือศูนย์ข้อมูล AI โดย S&P Global คาดการณ์ว่า ความต้องการทองแดงทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในปี 2583
สำหรับ Metals.io ก่อนหน้านี้บริษัทมีผลิตภัณฑ์ Tokenized Metals อยู่แล้วหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นยูเรเนียม ทองคำ โคบอลต์ และนิกเกิล โดยโทเคนยูเรเนียมมีมูลค่าตลาดประมาณ 9.2 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยทองคำที่ประมาณ 4.1 ล้านดอลลาร์
ส่วนทองแดง แม้จะเริ่มต้นด้วยมูลค่าเพียง 366,000 ดอลลาร์ แต่บริษัทตั้งเป้าขยายไปสู่ระดับหลายล้านดอลลาร์ในปีหน้า หากมีความต้องการจากนักลงทุนมากเพียงพอ
หากเราดูตลาด tokenized จะเห็นว่า มันเริ่มเคลื่อนจากสินทรัพย์ทางการเงิน ไปสู่สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอยู่จริงมากขึ้น และทองแดงก็เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะมีความต้องการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและ AI
แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ แม้การถือโทเคนจะทำให้ซื้อขายทองแดงได้สะดวกขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องการไถ่ถอนเป็นสินทรัพย์จริง รวมถึงความน่าเชื่อถือของผู้ดูแลสินทรัพย์และสภาพคล่องในตลาดรอง เพราะสุดท้ายแล้ว การนำสินทรัพย์มาอยู่บนบล็อกเชน อาจทำให้ซื้อขายได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงของการลงทุนจะหายไป
Stripe เปิดโอน Stablecoin ข้ามโลก! ส่งตรงเข้า Wallet กว่า 160 ตลาด
ล่าสุด Stripe บริษัทเทคโนโลยีการชำระเงินรายใหญ่ เปิดให้ธุรกิจในสหรัฐฯ สามารถส่งเงินในรูปแบบ Stablecoin ไปยังกระเป๋าคริปโทของผู้รับในกว่า 160 ตลาดทั่วโลกได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้รับมีบัญชีธนาคารสำหรับรับเงินผ่านช่องทางนี้
บริการดังกล่าวอยู่ภายใต้ระบบ Global Payouts ของ Stripe ซึ่งบริษัทประกาศความสามารถนี้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา และปัจจุบันอยู่ในช่วงเปิดทดลองให้บริการแบบ Public Preview ทั้งนี้ ผู้ส่งต้องเป็นธุรกิจในสหรัฐฯ ที่ผ่านเกณฑ์ของ Stripe โดยยังไม่รวมธุรกิจที่ตั้งอยู่ในรัฐนิวยอร์กนะคะ
สำหรับ Stablecoin ที่รองรับมี 2 สกุล ได้แก่ USDC และ OUSD โดย USDC สามารถโอนผ่านบล็อกเชนได้ 9 เครือข่าย เช่น Ethereum, Solana, Base, Polygon และ Arbitrum ขณะที่ OUSD รองรับ 4 เครือข่าย ได้แก่ Base, Ethereum, Solana และ Tempo
วิธีใช้งานก็ไม่ซับซ้อน ธุรกิจสามารถใช้ยอดเงิน USD หรือ USDC ในบัญชีการเงินที่รองรับของ Stripe เพื่อส่งเงินไปยังกระเป๋าคริปโทของผู้รับผ่านเครือข่ายบล็อกเชนที่เลือกได้ โดยทั่วไป เงินจะถึงปลายทางภายในไม่กี่นาที แต่ก็อาจล่าช้าได้ตามสภาพเครือข่าย และต้องตรวจสอบด้วยว่า Wallet ของผู้รับรองรับทั้ง Stablecoin และเครือข่ายที่เลือก
แต่ประเด็นที่น่าสนใจมากคือ “ค่าธรรมเนียม” Stripe กำหนดค่าธรรมเนียมการจ่ายเงินด้วย Stablecoin อยู่ที่ 0.50 ดอลลาร์ต่อรายการ บวก 0.5% ของยอดโอน
สมมติว่าธุรกิจต้องการโอนเงิน 1,000 ดอลลาร์ ค่าธรรมเนียมตามอัตราที่ประกาศจะอยู่ที่เพียง 5.50 ดอลลาร์ ขณะที่ค่าธรรมเนียมโอนเงินผ่าน SWIFT ที่ Stripe แสดงไว้ อยู่ที่ 25 ดอลลาร์ต่อรายการ
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Stablecoin จะถูกกว่า SWIFT ในทุกกรณี เพราะค่าธรรมเนียมของ Stablecoin มีส่วนที่คิดตามมูลค่าธุรกรรมด้วย ถ้าหากโอน 10,000 ดอลลาร์ ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มเป็น 50.50 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าอัตราของ SWIFT ที่ประกาศไว้ และตัวเลขเหล่านี้ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน หรือค่าบริการอื่นที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับการใช้งาน Stripe มองว่าบริการนี้สามารถนำไปใช้ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินข้ามประเทศ การจ่ายเงินกู้ การถอนเงินจากบัญชีลงทุน หรือการให้บริการของ Neobank ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำ Stablecoin มาใช้ในระบบการเงินจริง มากกว่าการซื้อขายคริปโทเพียงอย่างเดียว
จริง ๆ ข่าวนี้น่าสนใจตรงที่ Stablecoin กำลังถูกนำมาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเคลื่อนย้ายเงินของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการจ่ายเงินข้ามประเทศ ซึ่งระบบเดิมอาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลาทำการ ขั้นตอน และค่าธรรมเนียม แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ บริการของ Stripe จะมีธุรกิจเข้ามาใช้งานมากแค่ไหน และเมื่อรวมค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว จะสามารถแข่งขันกับระบบโอนเงินแบบเดิมได้ดีเพียงใด
เพราะถึงแม้ Stablecoin จะช่วยให้การส่งเงินผ่านบล็อกเชนทำได้รวดเร็วขึ้น แต่ความคุ้มค่าก็ยังขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่โอน เครือข่ายที่ใช้ และต้นทุนอื่น ๆ ด้วย
และที่สำคัญ ข่าวนี้สะท้อนว่า บริษัทเทคโนโลยีการเงินรายใหญ่กำลังทำให้การใช้ Stablecoin เป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับธุรกิจทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทคริปโท
โดย ดวงกมล คล่องบุญจิต




