
พรรคประชาชน ยื่น 3 เงื่อนไข “ผ่าทางตันการเมืองไทย” ด้วยกระบวนการของรัฐสภา เดินหน้าเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อทำหน้าที่ยุบสภาภายใน 4 เดือน ปูทางสู่การเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ พร้อมเลือก สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ลั่นรักษาเก้าอี้ฝ่ายค้าน ตรวจสอบรัฐบาลใหม่เต็มที่
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกแถลงการณ์ในนามพรรคประชาชน ต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากมีมติให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผลให้รัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดสภาพลงไปด้วยว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์คลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ถูกเปิดเผยออกมาในที่สาธารณะ
พรรคประชาชน ได้เรียกร้องให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกรัฐบาลใหม่ที่มีความชอบธรรมในการแก้ไขวิกฤตการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าประเทศ แต่นายกรัฐมนตรีกลับเลือกที่จะรักษาอำนาจของพวกตนเองต่อไป จนกระทั่งวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
พรรคประชาชน ยืนยันมาโดยตลอดว่า คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมาตรฐานจริยธรรม เป็นเรื่องที่ไม่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ชัดเจนแน่นอน แต่เปิดโอกาสให้เกิดการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ จึงมิควรถูกวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญ
ในกรณีนี้ พรรคประชาชนเห็นว่า น.ส.แพทองธาร ควรต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการ “ลาออก” หรือ “ยุบสภา” เพื่อให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศตัดสินผ่านคูหาเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลเป็นที่สุด ทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องมีมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
พรรคประชาชนเห็นว่า ด้วยสถานการณ์ของประเทศขณะนี้ รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศได้ จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความชอบธรรมทางการเมือง และสามารถตั้งทีมบริหารจากความรู้ความสามารถ ไม่ใช่จากการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ด้วยเงื่อนไขที่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลที่จะมีคุณสมบัติดังกล่าว จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน
“ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ จึงเป็นการสรรหานายกรัฐมนตรีที่มาทำหน้าที่ยุบสภา และจัดให้มี “การเลือกตั้งใหม่” โดยเร็ว ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชน ในฐานะพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในสภาฯ จึงมีภารกิจ “ผ่าทางตันทางการเมือง” ด้วยกระบวนการรัฐสภา คือ การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อทำหน้าที่ยุบสภา และป้องกันมิให้มีนายกรัฐมนตรีที่เคยเป็นอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร หรือนายกรัฐมนตรีคนนอก” นายณัฐพงษ์ ระบุ
โดย สส.ของพรรคประชาชน พร้อมเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้
1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
2. คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินไปกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
3. พรรคประชาชน ยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี
ส่วนกรณีมีข่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเดินทางเข้ามาหารือที่พรรคประชาชนนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบความความตั้งใจของนายอนุทิน ว่าจะเข้ามาพูดคุยในเรื่องใด แต่จากที่แถลงเงื่อนไขในการตั้งรัฐบาลเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ยุบสภาโดยเร็วไปแล้ว เชื่อว่าทุกๆ พรรค ถ้าไม่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ และจำเป็นต้องมาใช้เสียงของพรรคประชาชน ก็จำเป็นต้องรับเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ของพรรคประชาชนให้ได้
“คนที่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ คงไม่จำเป็นต้องมายอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ดังนั้นพรรคใด ๆ ก็ตาม ถ้าจะเข้ามาบรรลุข้อตกลงตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนได้แถลงไป แปลว่าเขาต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดังนั้น สส.ทั้งหมดที่เรามี จะใช้เสียงทั้งหมดกำกับทิศทางของประเทศ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุดนั้น เชื่อว่าจะเป็นเสียงที่สำคัญในสภาฯ ในการกำกับนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็วตามเงื่อนไขที่ได้แถลงไป และเชื่อว่าที่ผ่านมา รัฐบาลหลาย ๆ ชุดผิดสัญญากับประชาชนหลายครั้ง ถ้าครั้งนี้ผิดสัญญากับประชาชนอีก เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชาชนจะจดจำ และตัดสินนักการเมืองที่โกหกประชาชน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
สำหรับความพร้อมของพรรคประชาชน ในการเข้าสู่การเลือกตั้งใหม่ใน 4 เดือนนั้น นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ไม่ได้ประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบในการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แต่เป็นสิ่งที่พรรคฯ ยืนยันมาตลอดตั้งแต่มีกรณีคลิปเสียงหลุดว่าประเทศจะมีทางออกได้ ต้องมีรัฐบาลที่มีความชอบธรรมผ่านการเลือกตั้งใหม่
“เราไม่ได้ประเมินเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ ความพร้อมหรือไม่พร้อม จริงๆ เราพร้อมทุกวัน แต่ที่เราตัดสินใจตั้งเงื่อนไขนี้ ก็เพื่อยืนยันในหลักการเดิม” หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)