
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (4 ม.ค.) สหภาพยุโรป (EU) เรียกร้องให้ทุกฝ่าย “สงบและยับยั้งชั่งใจ” เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาลุกลามบานปลาย และเร่งหาทางออกอย่างสันติ หลังสหรัฐฯ เปิดฉากใช้กำลังทางทหารต่อเวเนซุเอลา
แถลงการณ์จากผู้แทนระดับสูงของ EU ระบุว่า ทุกฝ่ายต้องยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) อย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำว่าสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องหลักการดังกล่าว
นอกจากนี้ EU ยังแสดงจุดยืนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่นำโดยชาวเวเนซุเอลาเอง พร้อมเน้นย้ำว่าสิทธิในการกำหนดอนาคตของคนในชาติเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ
แม้ EU จะยอมรับว่าการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ายาเสพติดเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ยืนยันว่าการแก้ปัญหาต้องกระทำผ่านความร่วมมือที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศ บูรณภาพแห่งดินแดน และอธิปไตยเป็นสำคัญ
ขณะนี้ EU กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทั้งสหรัฐฯ และพันธมิตรนานาชาติ เพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจาที่สันติและครอบคลุมทุกฝ่าย โดยมีชาวเวเนซุเอลาเป็นผู้กำหนดแนวทาง
สำนักงานกิจการภายนอกแห่งสหภาพยุโรป (EEAS) เผยว่า สมาชิก EU 26 ประเทศเห็นพ้องกับแถลงการณ์นี้ มีเพียงฮังการีเท่านั้นที่ไม่ได้ร่วมสนับสนุน
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล (Truth Social) ว่าสามารถควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภริยา พร้อมทั้งนำตัวออกจากประเทศเวเนซุเอลาเรียบร้อยแล้ว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)





