
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( สส.) แบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า มีผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตที่ กกต.ไม่ได้ประกาศรายชื่อผู้จำนวน 16 คน ส่วนผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีก 1 คน เนื่องจากเหตุขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศรายชื่อสามารถยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ หรือหากประชาชนพบว่าผู้สมัครที่ได้รับการประกาศชื่อคนใดขาดคุณสมบัติก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.ได้ภายในระยะเวลา 7 วันนับจากวันที่ประกาศรายชื่อ
สำหรับจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้น กกต.ยังรอรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการจากกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ระหว่างประมวลและรวบรวมข้อมูลรายชื่อประชาชน ซึ่งอาจมีข้อมูลตกหล่น โดยเฉพาะเพิ่งเสร็จสิ้นกระบวนการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและการลงทะเบียนประชามตินอกเขต เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา
โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะต้องมีการสำรวจรายชื่อประชาชนในทะเบียนบ้าน ก่อนจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อนำไปติดประกาศ ณ หน่วยเลือกตั้ง ให้ประชาชนตรวจสอบอีกครั้งว่ามีรายชื่อตกหล่นหรือมีการเพิ่มชื่อเข้ามาหรือไม่ โดยคาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะสามารถส่งข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดให้ กกต.ได้ภายในวันที่ 13 ม.ค.69
กรณีมีเสียงวิจารณ์เรื่องการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองจำนวน 21 คนนั้น การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 57 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อเฝ้าระวังนโยบายบางประเภทที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่มีอำนาจสั่งให้พรรคการเมืองยุติการเสนอนโยบายได้ มีหน้าที่เพียงให้ข้อสังเกตและข้อมูลแก่ประชาชน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งเท่านั้น
“หาก กกต.ไปสั่งห้ามหรือตัดสินว่านโยบายใดทำไม่ได้ จะทำให้ กกต.ขาดความเป็นกลางและอาจถูกมองว่าเข้าข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หน้าที่ของ กกต.จึงเป็นเพียงการตรวจสอบว่านโยบายที่พรรคการเมืองเสนอว่ามีรายละเอียดครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เช่น กรณีระบุแหล่งที่มาของเงิน หากเห็นว่ายังไม่เพียงพอ ก็สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ ไม่ใช่เพียงเขียนลอย ๆ ว่าใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งขณะนี้มี 6 พรรคที่ส่งนโยบายมาให้ กกต.ตรวจสอบแล้ว โดยยังสามารถส่งเพิ่มเติมได้จนถึงวันที่ 19 ม.ค.” นายแสวง กล่าว
นายแสวง กล่าวถึงกรณีแฟนคลับพรรคการเมืองหนึ่งมีการตัดต่อชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคการเมือง หนึ่งไปใส่หมายเลขของอีกพรรคการเมืองหนึ่งโดยมีการเชื่อมโยงว่าอาจเป็นการกระทำของพรรคการเมืองหนึ่งจะเข้าข่ายมีความผิดหรือไม่ว่า กฎหมายมีมาตราเดียวที่ดูแลในเรื่องการใส่ร้าย และขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงใครเป็นคนทำอาจจะมีทางผู้สมัคร หรือผู้ใดผู้สนับสนุนหรือผู้ใด และต้องมาดูข้อกฎหมายว่า การทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดกฎหมายหรือไม่
สำหรับกรณีพรรคเพื่อไทยที่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคายในการปราศรัยพาดพิงไปถึงผู้สมัครพรรคการเมืองอื่นจะเข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ต้องดูบริบทด้วย โดย กกต.กทม. คงจะต้องไปถอดเทปและดูบริบท กกต.ไม่ได้ทิ้งทุกเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะอยากให้บรรยากาศของการแข่งขันเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถึงจะมีความเข้มข้นก็ขอให้เป็นไปตามสภาพของการแข่งขันไม่ใช่การใช้ถ้อยคำหรือใช้กำลังที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ส่วนเป็นการใช้คำหยาบคายหรือไม่ ตนไม่แน่ใจเพราะยังไม่ได้เห็นถ้อยคำ จริง ๆ คำพูดเช่นนี้วิญญูชนเห็นก็คงรู้ว่าเป็นคำหยาบคาย แต่จะผิดกฎหมายหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาดู
เช่นเดียวกับป้ายปริศนาที่จังหวัดพิษณุโลก สำนักงานฯได้รับรายงานเบื้องต้นและรับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นความปรากฏ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้จัดทำป้าย เกี่ยวข้องกับทางการเมืองหรือไม่ และเข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ ซึ่งขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ขณะนี้เป็นรับสำนวนแล้ว ก็จะไม่ขอวิจารณ์ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน
เลขาธิการ กกต. ยังฝากไปถึงพรรคการเมืองว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของ กกต.และอยากฝากพรรคการเมืองร่วมรับผิดชอบให้สนามการแข่งขันดูสวยงามได้ พรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่อาสามารับใช้ควรจะเสนอว่าจะทำอะไรให้ประชาชน คู่ต่อสู้อาจจะมีจุดอ่อนก็ว่าไปตามข้อเท็จจริง หากการพูดหรือการปราศรัยเกินกฎหมายก็เป็นความผิดอยู่แล้วไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้งก็อาจหมิ่นประมาท
“คำว่าใส่ร้าย คือการพูดข้อความอันเป็นเท็จทำให้ได้รับความเสียหาย ถ้าเป็นความจริง ไม่เป็นความผิด ต้องแยกระหว่างคดีอาญาหมิ่นประมาท ซึ่งการใส่ร้ายเป็นความผิดในกฎหมายเลือกตั้ง ที่เป็นการจูงใจไม่ให้ลงคะแนนให้คนผู้สมัครหรือลงคะแนนให้ตัวเอง แต่ความจริงเอามาพูดได้ ไม่ใช่เป็นการใส่ร้าย แต่อาจจะหมิ่นประมาทได้ซึ่งเป็นคนละเรื่อง” นายแสวง กล่าว
ส่วนการโต้ตอบโจมตีระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนหรือโหวตเตอร์ของพรรคการเมืองต่าง ๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ นายแสวง ระบุว่า ผู้สมัครและพรรคการเมืองส่วนใหญ่มีความระมัดระวังในการสื่อสารอยู่แล้ว เนื่องจากข้อความทุกอย่างบนโซเชียลมีเดียสามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ แต่โหวตเตอร์หรือผู้สนับสนุนอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพราะการกระทำบางอย่างอาจมีความผิดและมีโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อดูแลประเด็นดังกล่าว กกต.ได้เปิดศูนย์ E-War Room เพื่อติดตามและเฝ้าระวังการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง โดยทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก และติ๊กต๊อก เมื่อพบข้อความที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย จะมีคณะทำงานทำการวิเคราะห์ก่อนเสนอให้ กกต.พิจารณา หากเห็นว่าเข้าข่ายกระทำผิดจึงจะดำเนินการให้มีการลบข้อความดังกล่าวต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ม.ค. 69)





