
ราคาทองแดงพุ่งขึ้นใกล้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเช้าวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าอุปทานทองแดงในตลาดโลกจะเผชิญภาวะตึงตัว นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังทำให้ราคาทองแดงซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีความน่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น ๆ
สัญญาทองแดงในตลาดโลหะลอนดอน (LME) พุ่งขึ้น 1.5% แตะระดับ 13,195 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 และนับตั้งแต่กลางเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ราคาทองแดงพุ่งขึ้นไปแล้วกว่า 20% โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า การที่บรรดาผู้ประกอบการเร่งจัดส่งทองแดงไปยังสหรัฐฯ ก่อนที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะตัดสินใจเรียกเก็บภาษีนำเข้าทองแดงนั้น จะส่งผลให้อุปทานทองแดงในส่วนอื่น ๆ ของโลกอยู่ในภาวะตึงตัว
การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยหนุนราคาทองแดง โดยสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนในคดีอาญาต่อเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในกรณีที่เฟดใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ขณะที่พาวเวลกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวบ่งชี้ว่าปธน.ทรัมป์กำลังพยายามเข้ามาแทรกแซงการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด
ทั้งนี้ ราคาโลหะซึ่งรวมถึงทองแดง ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีใหม่ โดยดัชนีรวมโลหะ (LMEX Index) ปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นสถิติที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2568 เนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองบวกว่า ราคาโลหะจะได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด รวมทั้งการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานทองแดง
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาทองแดงจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ ท่ามกลางความกังวลด้านอุปทาน และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลทั่วโลก โดยทองแดงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศในด้านพลังงาน และเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า และกังหันลม
นอกจากนี้ การใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การขยายโครงข่ายไฟฟ้า และการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล ล้วนต้องใช้ทองแดงจำนวนมากสำหรับระบบสายไฟ การส่งผ่านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายความร้อน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ม.ค. 69)





