
เจิ้ง ลี่จฺวิน รองนายกรัฐมนตรีไต้หวันเปิดเผยในวันนี้ (16 ม.ค.) ว่า ไต้หวันตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่ ซึ่งครอบคลุมการลดภาษีนำเข้าแลกกับการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในสหรัฐฯ โดยยืนยันว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย และเป็นการขยายฐานการผลิตไม่ใช่การย้ายฐานออกจากไต้หวัน
ทางด้านโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ บริษัทจากไต้หวันจะเข้าลงทุนในสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่ารวม 2.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อขยายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และ AI โดยตัวเลขดังกล่าวรวมถึงเม็ดเงินลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ที่บริษัท ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ เมนูแฟกเจอริง โค (TSMC) ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ไต้หวันจะให้การรับประกันวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมอีก 2.5 แสนล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการลงทุนดังกล่าว
เจิ้ง ลี่จฺวิน กล่าวเน้นย้ำผ่านการแถลงข่าวในกรุงวอชิงตันว่า แผนการลงทุนนี้ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน และบริษัทไต้หวันจะยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศต่อไป โดยมองว่าความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานครั้งนี้ ไม่ใช่การ “ย้าย” ฐานการผลิต แต่เป็นการ “สร้าง” และขยายขอบเขตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไต้หวันให้กว้างไกลยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนสหรัฐฯ ในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่น
ขณะที่กง หมิงซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวัน กล่าวเสริมว่า การลงทุนระลอกนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ รวมถึงระดับโลก โดยคาดการณ์ว่าในอนาคตคำสั่งซื้อสินค้ากลุ่ม AI รายใหญ่ที่สุดจะมาจากตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก
อย่างไรก็ดี ลุตนิกได้กล่าวกับสำนักข่าว CNBC เมื่อวานนี้ (15 ม.ค.) ว่า สหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะดึงสัดส่วนการผลิตชิป 40% ของไต้หวันมายังสหรัฐฯ หากไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวไต้หวันอาจเผชิญกับกำแพงภาษีสูงถึง 100%
ในประเด็นนี้ กง หมิงซิน กล่าวว่า ตนไม่ทราบที่มาของการคำนวณตัวเลข 40% แต่ทางไต้หวันประเมินว่าภายในปี 2579 สัดส่วนการผลิตชิปขั้นสูง (ไม่เกิน 5 นาโนเมตร) ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ น่าจะอยู่ที่ระดับ 80:20
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไต้หวันปิดพุ่งทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ ขานรับข่าวดังกล่าว รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 4 ของ TSMC ที่ออกมาแข็งแกร่ง
จาง เจี้ยนอี ประธานสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน (TIER) ให้ความเห็นว่า การที่สหรัฐฯ ประกาศให้ไต้หวันได้รับสิทธิพิเศษสูงสุดด้านชิปเป็นรายแรก สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ มองไต้หวันเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
อนึ่ง ข้อตกลงดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภาไต้หวัน ซึ่งปัจจุบันพรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากและมีความกังวลว่า ข้อตกลงนี้อาจนำไปสู่ภาวะกลวงโบ๋ของอุตสาหกรรมชิปในประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ม.ค. 69)





