คมนาคม ลั่นเลิกแน่สัญญา ITD จ่อฟ้องยับ เร่งซับน้ำตาเหยื่อรถไฟมรณะการันตีจ่ายศพละ 1.5 ล้าน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ได้เป็นประธานประชุมเร่งรัดการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 (กรุงเทพฯ–อุบลราชธานี) บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และเหตุการณ์เครนก่อสร้างหล่นมาทับรถยนต์บนถนนพระราม 2 ทำให้มีผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ จะมีการพิจารณาและดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากก บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ [ITD] ที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมบอกเลิกสัญญาทั้ง 2 โครงการที่เกิดอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง ซึ่งนายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณชัดเจนว่าสามารถดำเนินการได้ สัญญาทั้ง 2 ฉบับถือเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งทางกฤษฎีกาแนะนำว่า ดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะ เน้นการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก

ด้วยเหตุผลดังกล่าว รัฐจึงมีความพร้อมที่จะบอกเลิกสัญญาเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม และได้มีการเตรียมรับมือผลกระทบแม้ว่าการบอกเลิกสัญญาอาจนำไปสู่การฟ้องร้องหรือการร้องเรียนจากทางบริษัทเอกชน ยืนยันว่า พร้อมที่จะรับสภาพและรับผิดชอบ ในฐานะผู้บอกเลิกสัญญา เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีทั้ง 2 เหตุการณ์ ให้เวลาคณะกรรมการฯ 1 สัปดาห์ คาดว่าจะทราบผลสรุปที่ชัดเจนภายใน วันศุกร์ที่ 23 มกราคมนี้

นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำชัดว่า การเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บต้องทำทันที ไม่ให้ติดขัดขั้นตอนเอกสาร นอกจากนี้ยังได้หารือถึง “แนวทางการเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประสบอุบัติเหตุทางรถไฟ” โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย นายชยธรรม์ พรหมศรปลัดกระทรวงคมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุม

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถโดยสาร เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ทำให้ มีผู้เสียชีวิตรวม 30 ราย สามารถยืนยันอัตลักษณ์ครบแล้ว ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 69 ราย ในจำนวนนี้แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 54 ราย และยังคงมีผู้พักรักษาตัวอยู่ในสถานพยาบาลอีก 15 ราย

การช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจะดำเนินการอย่างเต็มที่ โดย ข้อมูลที่กระทรวงคมนาคม ได้รับการยืนยันค่าเยียวยา ประกอบด้วย

  • เงินสงเคราะห์พระราชทาน พระราชทาน (อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์) จำนวน 20,000 บาท
  • เงินค่าสินไหมกรมธรรม์ประกันภัย จากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 บาท
  • จากการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 340,000 บาท
  • เงินช่วยเหลือจากบมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ [ITD]จำนวน 150,000 บาท ซึ่งจ่ายให้ เมื่อมีการรับร่างของผู้เสียชีวิต

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นรวมเงินช่วยเหลือที่ยืนยันแล้วไม่น้อยกว่า 1,510,000 บาทต่อราย ทั้งนี้ ยังอาจมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหน่วยงานอื่น อาทิ พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย กองทุนช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย และสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด รวมไปถึง กรณีที่ผู้เสียชีวิตได้มีการทำกรมธรรม์ประกันชีวิตส่วนตัว รวมถึงประกันสังคมของกระทรวงแรงงานๆ สามารถดำเนินการเคลมได้ตามสิทธิอีกด้วย

“ในวันที่ 20 ม.ค.69 เวลา 09.00น. ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการส่งมอบเงินเยียวยาในส่วนของกรมธรรม์ประกันภัย จากบริษัท ทิพยประกันภัย ฯ จำนวน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งทายาทหรือญาติที่ได้รับสิทธิตามกฎหมายจะได้รับ ส่วนรายที่ยังไม่เรียบร้อยครบถ้วน ก็ให้ไปดำเนินการตามขั้นตอนทางศาล โดย ทิพยประกันภัย ฯ จะนำเงินไปวางไว้ที่ศาล หากดำเนินการได้ครบถ้วนแล้วสามารถเบิกเงินที่ศาลได้ ดังนั้น ค่าชดเชยเยียวยากรณีผู้เสียชีวิต จะไม่น้อยกว่า 1,510,000 บาทต่อรายแน่นอน ส่วนผู้บาดเจ็บก็จะมีการดูแลรักษาจนหายและกรณีชดเชยจะมีคุ้มครองตามประกันภัย”

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้วได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ และยังมีในส่วนของ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถครอบคลุมค่าเสียหายได้ทั้งหมด

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้พิจารณาเรื่องการประกันการเดินทางให้ผู้โดยสาร เนื่องจากการเดินทางด้วยรถไฟถือว่าปลอดภัย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงก็สร้างความกังวลให้ผู้โดยสาร ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางที่จะบรรจุประกันการเดินทางรวมในค่าตั๋วรถไฟ รวมถึงรถไฟฟ้า เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนได้รับสิทธิการเยียวยาที่ชัดเจนทันที หากเกิดเหตุในอนาคต และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่ให้บริการต้องซื้อประกันการเดินทางให้ผู้โดยสาร นอกเหนือจากประกันภัยภาคบังคับและประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งกรณีระบบรางนั้น เนื่องจาก พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพิ่งประกาศออกมา ทำให้มีกฎหมายในการบังคับให้ดำเนินการในส่วนนี้ โดยกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ในฐานะ Regulator จะไปดำเนินการ

“เรื่องนี้ถือว่าเร่งด่วนให้รีบสรุปและนำมาใช้โดยเร็วที่สุด ภายในรัฐบาลนี้ซึ่งยังมีเวลาในช่วงรักษาการอยู่ เป้าหมายเพื่อคุ้มครองผู้โดยสารและทำให้ทราบว่า เมื่อเกิดเหตุจะได้รับการคุ้มใครองอย่างไร จำนวนเท่าไร”นายพิพัฒน์ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ม.ค. 69)