
ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าปรับตัวลงเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ (20 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก 8 ประเทศยุโรป หากไม่ยินยอมให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ระดับ 52,931.11 จุด ลดลง 652.46 จุด หรือ -1.22%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ระดับ 26,552.12 จุด ลดลง 11.78 จุด หรือ -0.04% ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดภาคเช้าที่ระดับ 4,101.62 จุด ลดลง 12.38 จุด หรือ -0.30%
ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.6% และดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้บวก 0.13%
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ประกาศเตรียมยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์นี้ (23 ม.ค.) เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนดในวันที่ 8 ก.พ.
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 4% เป็นครั้งแรก ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะถดถอยทางการคลัง หลังจากซานาเอะประกาศแผนการลดหย่อนภาษีการขายสินค้ากลุ่มอาหาร หากเธอได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
สำหรับความเคลื่อนไหวด้านอื่น ๆ ในวันนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.5% ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 แม้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงก็ตาม
การคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันยาวนานเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทางการจีนมุ่งเน้นการสนับสนุนบางภาคส่วนอย่างเฉพาะเจาะจง แทนการใช้นโยบายผ่อนคลายเป็นวงกว้างในการพยุงเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอลง
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)





