
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต [TTB] เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 68 ในภาพรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย แบ่งออกได้เป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การรักษาระดับผลการดำเนินงานท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การดูแลคุณภาพสินทรัพย์ให้มีเสถียรภาพ การสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น และการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน
TTB สามารถรักษาระดับผลกำไรได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยมีกำไรสุทธิ 20,639 ล้านบาทในปี 68 เทียบกับ 21,031 ล้านบาทในปี 67 หรือลดลงราว 2% เป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติเพื่อชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดยธนาคารมุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตสินทรัพย์และหนี้สินในเชิงรุกเพื่อให้อัตราผลตอบแทนและต้นทุนทางการเงินมีความสอดคล้องกัน ขณะเดียวกันก็ใช้ศักยภาพด้านดิจิทัลยกระดับการนำเสนอโซลูชันทางการเงินให้กับลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยกระตุ้นทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ลดลงจากปีก่อนเป็นผลสืบเนื่องมาจากคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารสามารถควบคุมหนี้เสียให้ทรงตัวที่ระดับ 39,000 ล้านบาทได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่อัตราส่วนหนี้เสีย 2.87% อยู่ภายในกรอบเป้าหมาย เป็นผลจากการที่ธนาคารเน้นย้ำการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพและการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน ขณะที่อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 152% สะท้อนนโยบายการตั้งสำรองฯ อย่างรอบคอบ โดยธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ พิเศษเพิ่มเติมจากระดับปกติเพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้น
สำหรับการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นตามแผน Capital Management สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง การดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปี (ปี 68-70) วงเงิน 21,000 ล้านบาท รวมถึงความคืบหน้าของแผนการเข้าซื้อหุ้นใน บล.ธนชาต และดีลบริษัท ที ลิสซิ่ง จำกัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการในกลุ่มลูกค้า Ecosystem ของธนาคาร ตามแนวทางการสร้างการเติบโตจากภายนอก หรือ Inorganic growth
ที่สำคัญ ปี 68 ถือเป็นปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยธนาคารยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบางและลูกค้าประวัติดีผ่านหลากหลายโครงการ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่ง ณ สิ้นปี 68 มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 77,500 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อราว 41,000 ล้านบาท ด้านโครงการ “รวบหนี้” มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 68,240 ราย เพิ่มขึ้นจาก 37,470 รายในปีที่แล้ว และสามารถช่วยลูกค้าลดภาระดอกเบี้ยไปได้กว่า 2,840 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล” สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดี ซึ่งมีลูกค้าเข้าร่วมคิดเป็นวงเงินรวมกว่า 3,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง TTB มั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนในปี 69 พร้อมเดินหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็น Humanized Digital Banking สานต่อความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น
สำหรับรายละเอียดผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/68 และงวดปี 68 มีดังนี้
สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 4/68 อยู่ที่ 1,205 พันล้านบาท ค่อนข้างทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.6% จากไตรมาส 3/68 (QoQ) แต่ยังคงชะลอลง 2.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 67 (YTD) สะท้อนผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางการเติบโตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ธนาคารสามารถเติบโตสินเชื่อกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต หนุนโดยกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพภายใต้ Ecosystem ของธนาคาร ได้แก่ กลุ่มคนมีบ้าน คนมีรถ พนักงานเงินเดือน และลูกค้า Wealth
ด้านเงินฝาก อยู่ที่ 1,270 พันล้านบาท ทรงตัว QoQ แต่ชะลอตัว 4.4% YTD สอดคล้องกับทิศทางสินเชื่อและแผนบริหารสภาพคล่อง ทั้งนี้ การลดลงส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเงินฝากประจำระยะยาวที่ครบกำหนด ขณะที่เงินฝากเพื่อการทำธุรกรรม เงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed และเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ยังคงขยายตัวได้ดี ในภาพรวมอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) ซึ่งสะท้อนสถานะสภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 95%
รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 4/68 อยู่ที่ 16,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% QoQ หนุนโดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 6.4% QoQ ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงลดลง 1.1% QoQ สำหรับภาพรวมปี 68 รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 65,677 ล้านบาท ลดลง 5.4% จากปีก่อน (YoY) สะท้อนผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 10.3% YoY แม้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะดีขึ้น 16.2% YoY ก็ตาม ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ได้แก่ การฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายแบงก์แอสชัวรันส์ ผลิตภัณฑ์การลงทุน และบัตรเครดิต
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อยู่ที่ 7,762 ล้านบาท ในไตรมาส 4/68 เพิ่มขึ้น 4.8% QoQ จากปัจจัยฤดูกาล สำหรับรอบปี 68 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 29,533 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อนหน้า สะท้อนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัยและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ด้านอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในปี 68 อยู่ที่ 45% เป็นไปตามเป้าหมาย
ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ อยู่ที่ 3,631 ล้านบาท ในไตรมาส 4/68 ลดลง 8.8% QoQ รวมทั้งปี 68 ธนาคารตั้งสำรองฯ ไปทั้งสิ้น 16,485 ล้านบาท ลดลง 17.0% YoY สอดคล้องกับแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ หลังจากหักสำรองฯ และผลทางภาษี ธนาคารมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4/68 ที่ 5,240 ล้านบาท รวมเป็นกำไรสุทธิปี 68 ที่ 20,639 ล้านบาท ลดลง 1.9% YoY
ฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นปี 68 อยู่ที่ 19.5% และ 17.5% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)





