
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันอังคาร (20 ม.ค.) ว่า รัฐบาลอาจสามารถจ่ายเงินให้ประชาชนชาวอเมริกันคนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 62,000 บาท โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส โดยอาศัยรายได้จากมาตรการภาษีการค้าของรัฐบาล
ทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวว่า รายได้จากภาษีนำเข้ามีจำนวนมากพอที่จะนำไปจ่ายเงินปันผลให้ประชาชนอย่างน้อยคนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ และยังสามารถนำไปชำระหนี้ของประเทศได้ด้วย โดยเขาเชื่อว่าสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส
ถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นการย้ำจุดยืนเดิมของทรัมป์ที่มองว่า มาตรการภาษีการค้าที่ครอบคลุมในวงกว้างจะช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาล และเปิดทางให้สามารถจ่ายเงินปันผลแก่ชาวอเมริกันได้
ข้อมูลจากรัฐบาลที่รวบรวมโดย Bipartisan Policy Center ระบุว่า รายได้รวมของรัฐบาลกลางจากมาตรการภาษีของทรัมป์ ซึ่งมีอัตราตั้งแต่ 10% ถึง 50% ต่อประเทศเศรษฐกิจหลักทั่วโลก อยู่ที่ราว 2.885 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับ 9.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567
อย่างไรก็ดี ทรัมป์มักยกย่องภาษีของเขาว่าเป็นเครื่องมือช่วยลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง แม้ว่ารายได้ในปี 2568 เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขาดดุลรวม 1.78 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียวกัน
ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีของทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเทียบได้กับการเก็บภาษีจากชาวอเมริกัน เนื่องจากภาระต้นทุนตกอยู่กับผู้นำเข้าในประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มจะผลักภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภค
ด้านศาลฎีกาสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีของทรัมป์ แต่ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้ตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้เมื่อวันอังคาร และศาลยังไม่ระบุกรอบเวลาที่จะประกาศคำตัดสิน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)





