LH วางเป้าปี 69 ยอดขายที่ 1.5 หมื่นลบ. ยอดโอน 1.7 หมื่นลบ. เปิดใหม่ 2 แห่ง จัดงบ 4.5 พันลบ.

บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ [LH] ตั้งเป้ายอดขายปี 69 ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ยอดโอน 1.7 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้จะมาจากรายได้จากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า จำนวน 9.9 พันล้านบาทเป็นหลัก ขณะที่มีแผนเปิดโครงการใหม่เพียง 2 แห่ง มูลค่าร่วม 3.65 หมื่นล้านบาท พร้อมกันนี้ได้ตั้งงบลงทุน 4.5 พันล้านบาท และเตรียมออกหุ้นใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้บริษัทเตรียมเปิดโรงแรมใหม่แห่งที่ 3 ที่พัทยาในเดือน ต.ค.นี้ รวมทั้งมีแผนจะขายโครงการในสหรัฐออกอีก 2 แห่ง และนำโรงแรมในไทย 1 แห่งขายเข้ากอง REIT

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร LH กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 69 ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน เนื่องจากมีแผนเปิดโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3.66 พันล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยวระดับบน ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นโครงการที่เลื่อนมาจากปีที่แล้ว คือ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก มูลค่า 2.2 พันล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1/68 ส่วนอีกโครงการ คือ Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน มูลค่า 1.44 พันล้านบาท ถือว่าจำนวนการเปิดโครงการใหม่น้อยสุดตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา

บริษัทมองว่าภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 69 ยังคงชะลอตัวจากความผันผวนและความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และในประเทศก็ยังเผชิญกับเศรษฐกิจเติบโตต่ำลง กำลังซื้อชะลอตัว รวมทั้งหนี้ครัวเรือนยังสูง ดังนั้ย บริษัทจึงคงต้องดำเนินกลยุทธ์เชิงตั้งรับในช่วงที่สถาการณ์ต่างๆ ยังมีความไม่แน่นอน

ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจในประเทสชะลอตัว ผนวกกับกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาฟื้น มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อของลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยของบริษัทด้วยเช่นกัน ในปีที่ผ่านมาได้เห็นอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของบ้านเดี่ยวในแบรนด์ Nantawan พุ่งขึ้นมาเป็น 30% สะท้อนความเข้มงวดของสถาบันการเงินต่างๆ ในการพิจารณาสินเชื่อที่มีมากขึ้น บริษัทจึงเน้นไปที่การบริหารความเสี่ยงและสภาพคล่องให้มีความพร้อม

“ปัจจัยแบบนี้ ควรประคองตัว หันมาดูบริหารจัดการ Cashflow เราก็ต้องดูสถาการณ์ว่าตอนไหนควรรุก ตอนไหนควรรับ เพราะยังมีความไม่แน่นอนที่ยังเกิดขึ้นได้อยู่” นายนพพร กล่าว

สำหรับเป้าหมายยอดโอนปีนี้ 1.7 หมื่นล้านบาท จะมาจากการโอนโครงการบ้านแนวราบ และคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ รวมทั้งในช่วงปลายปี 69 จะเริ่มทยอยโอนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จใหม่ คือ โครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งสร้างยอดขายแล้ว 8.5 พันล้านบาท จะเริ่มทยอยเข้ามาส่วนหนึ่งในช่วงปลายปี 69

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการขายโครงการพร้อมอยู่ในปีนี้ก็ยังมีความท้าทายในด้านการแข่งขัน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมของบริษัทที่ยังมีเหลือขายอยู่ 4 โครงการ เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศชะลอ รวมถึงลูกค้าต่างชาติก็ยังไม่ได้กลับมามากนัก อีกทั้งผู้ประกอบการในตลาดแข่งขันราคากันค่อนข้างมาก และในปีนี้ก็คงยังมีให้เห็นต่อเนื่อง รวมถึงบริษัทเองด้วย เพื่อเร่งการระบายสินค้าและสร้างรายได้กลับมาให้กับบริษัท

ขณะเดียวกัน บริษัทได้หันมาเน้นการสร้างรายได้ประจำเพิ่มขึ้นจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่ยังมีการพัฒนาและเปิดให้บริการต่อเนื่อง สอดคล้องไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ซึ่งในช่วงเดือนต.ค.69 เตรียมเปิดให้บริการ Grande Centre Point Voyage เป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ขนาด 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ที่จะเข้ามาเสริมรายได้ และในปี 71 จะเปิดโรงแรม Grande Centre Point Chainatown โดยที่บริษัทมองว่าสัดส่วนรายได้ประจำที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 20-25% ของรายได้ทั้งหมด

นอกจากนั้น บริษัทวางงบลงทุนรวมในปี 69 ไว้ที่ 4.5 พันล้านบาท แบ่งเป็นงบซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย 2 พันล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่า 2.5 พันล้านบาท โดยเตรียมแผนออกหุ้นกู้ชุดใหม่วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดอายุในปีนี้ ประกอบกับ วางแผนขายโรงแรม 1 แห่งเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล [LHHOTEL] และขายโครงการ 2 แห่งในสหรัฐเพื่อนำเงินมาใช้ต่อยอดลงทุน และรักษาระดับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ไว้ที่ 1 เท่า

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)