
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนายโภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรค ทสท. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ในโอกาสเข้าพบหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชน และเสริมสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมือง กับภาคธุรกิจก่อนการเลือกตั้งทั่วไป
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศ จำเป็นต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างเชิงกฎหมาย และกลไกการบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พรรคไทยสร้างไทย มีนโยบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กันนั้น จำเป็นต้องเร่งแก้ไขและยกเครื่องกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ผ่านการผลักดันกฎหมายกลาง
โดยตั้งเป้าปรับปรุงกฎหมายกว่า 1,000 ฉบับภายใน 1 ปี เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และปลดล็อกข้อจำกัดที่ฉุดรั้งศักยภาพของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการทุกระดับ ในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และภาคธุรกิจ ต้องยกระดับคนและบริษัทให้เข้าถึง AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรพัฒนาและการเรียนรู้ระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม
ทั้งนี้ รวมไปถึงการยกระดับภาคเกษตร โดยใช้จุดแข็งของประเทศให้เต็มศักยภาพ ตั้งเป้าขยับมูลค่าภาคเกษตรและอาหารจาก 2 ล้านล้านบาท สู่ 2.3-2.5 ล้านล้านบาท สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจร พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่บทบาท “Food Bank ของภูมิภาค” เพื่อรองรับความต้องการด้านอาหารของประเทศเพื่อนบ้าน และตลาดโลก
ขณะที่ นายโภคิน กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจนและยั่งยืน โดยควรมุ่งเสริมความเข้มแข็งใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ อาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และ Ocean Link ซึ่งเป็นฐานศักยภาพสำคัญของประเทศในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ คือ
1. ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยและคนตัวเล็ก ที่ประสบข้อจำกัดในการทำมาหากิน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ขาดการเข้าถึงเทคโนโลยี และต้องเผชิญกับตลาดที่มีขนาดเล็ก และขาดอำนาจต่อรอง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและลดความเหลื่อมล้ำ
2. ด้านการศึกษา จำเป็นต้องปฏิรูประบบอย่างจริงจัง โดยลดระยะเวลาการศึกษา ปรับเปลี่ยนวิธีการวัดผลจากการท่องจำเป็นการค้นหาศักยภาพและความถนัด เพื่อให้คนสามารถค้นพบตัวตนของตนเองได้เร็วขึ้น และพร้อมปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงานในอนาคต
3. การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยควรสนับสนุนบทบาทของ ป.ป.ช. ภาคประชาชน ให้ทำงานควบคู่กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ด้านนายพจน์ ได้สะท้อนภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่า การฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่มีความชัดเจน ทำได้จริง และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
โดยต้องมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ และนักลงทุน โดยเฉพาะนโยบายในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว ที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง
หอการค้าไทย จึงได้นำเสนอ 6 ปัญหาวาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ควรถูกยกระดับเป็นกรอบนโยบายหลักของประเทศ ได้แก่
1. การขาดยุทธศาสตร์ชาติ ที่ “ทำได้จริงและทำต่อเนื่อง”
2. การปฏิรูประบบราชการ
3. การปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
4. โครงสร้างการบริหารประเทศที่ขาดการบูรณาการ
5. การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ
6. แผนรับมือภัยพิบัติระดับชาติ
ขณะเดียวกัน ย้ำว่าการขับเคลื่อนประเทศไทย จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพราะปัญหาคอร์รัปชัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการคอร์รัปชันเชิงระบบ และอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ
ดังนั้น หอการค้าไทย จึงเล็งเห็นว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องเริ่มจากภาครัฐอย่างจริงจัง ผ่านการปรับโครงสร้างกลไกที่เกี่ยวข้องให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการประกาศนโยบายและมาตรการปราบปรามคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสามารถเกิดผลได้อย่างแท้จริง ลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และการเติบโตของประเทศในระยะยาว
พร้อมกันนี้ หอการค้าไทย ได้เชิญพรรคไทยสร้างไทย เข้าร่วมเวทีเสวนา “เลือกตั้ง 69 เลือกอนาคตภาษีไทย” ในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค. 69 เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ และนำเสนอนโยบายด้านภาษี และเศรษฐกิจต่อภาคเอกชน และสาธารณชน ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและสะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้ง


โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ม.ค. 69)





