
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย [CIMBT] กล่าวว่า ธนาคารคาดเศรษฐกิจไทยปี 69 เติบโตที่ 1.7% ชะลอตัวลงจากปีก่อนที่ 2.1% โดยเศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะถดถอยเชิงเทคนิคครึ่งปีแรก เนื่องจากกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุนยังไม่เร่งตัวแรง และการส่งออกยังดูไม่ค่อยดี และค่าเงินบาทยังแข็งค่ามาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ขณะที่การท่องเที่ยวก็คึกคักแค่ช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่เมื่อสิ้นสุดช่วงไฮซีซั่นก็คาดว่าจะกลับมาซบเซาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้จะเพิ่มมาที่ 34 ล้านคน จากปีก่อน 33 ล้านคน แนะนำให้ทางการเร่งหามาตรการส่งเสริมเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง และการท่องเที่ยวเมืองรอง
อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าครึ่งหลังของปี เมื่อผ่านช่วงการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ไปแล้ว คาดหวังจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แบบไร้อุปสรรค เพื่อเร่งจัดทำงบประมาณอัดฉีดมาตรการการคลังเข้าสู่ระบบเรียกความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน กระตุ้นกำลังใช้จ่ายภาคประชาชนโดยเร็วที่สุด รวมถึงเงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามา ส่วนค่าเงินบาทอยากให้กลับมาอ่อนค่าเพื่อเพิ่มการแข่งขันของภาคส่งออก
ธนาคารมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปี 69 จะลดลงมาที่ 1 % เนื่องจากการส่งต่อนโยบายจะใช้เวลาราว 6-12 เดือนกว่าจะไปถึงภาคเศรษฐกิจ ในช่วงนั้นมองว่าเศรษฐกิจน่าจะเริ่มฟื้นตัวแล้ว ดังนั้นหากจะมีการปรับลดดอกเบี้ยก็ไม่ใช่เรื่องของค่าเงินบาท การกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือแก้หนี้ครัวเรือน แต่เป็นเรื่องของการลดภาระมากกว่า ขณะที่ CIMB ประเมินการเคลื่อนไหวเงินบาทที่ 32-33 บาท ในสิ้นปี นับเป็นระดับที่ไม่ทำให้เสียความสามารถในการแข่งขัน

“ในปีนี้เราค่อนข้างเป็นห่วงในเรื่องของการบริโภคระดับล่างที่จะชะลอตัวมาก รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางปัจจัยพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะกระทบกับการส่งออก ไปจนถึงภาคการผลิต-การเกษตรได้ แต่การลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่คำตอบสำหรับเรื่องนี้” นายอมรเทพ กล่าว
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ กรณีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความผันผวนจากนโยบายที่ไม่แน่นอน โดยมองว่าสหรัฐจะทำสงคราม 3 มิติ ไม่เพียงแต่จะทำสงครามการค้า ซึ่งปีนี้ต้องจับตาต่อเนื่อง ยังจะมีสงครามค่าเงิน โดยสหรัฐต้องการให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ทำให้เงินบาทกลับมาเป็นเหยื่อสงครามค่าเงินอีกรอบ และสงครามเงินทุนผ่านผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร ที่สำคัญ คือ สงครามจิตวิทยาความไม่แน่นอนในนโยบายที่ทำให้เกิดความผันผวนมาก ดังนั้นจึงต้องใช้การพิจารณาให้ดี
ส่วนเศรษฐกิจไทยหากจะมองกรณีเลวร้าย ซึ่งจะอยู่ภายใต้เงื่อนไข เช่น กรณี AI ช็อก ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดการลงทุนทั่วโลก กรณีสงครามการค้าไม่จบและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกรณีสหรัฐกับจีน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นในภูมิภาคไหน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจจะให้เศรษฐกิจไทยติดลบได้ แต่ก็จะเป็นในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ กระทรางการคลังยังมีมาตรการต่างๆที่จะดูแลได้
นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head Affluent & Wealth Management กล่าวว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะสดใส หรือเผชิญมรสุม และไม่ว่าสภาวะการลงทุนจะเป็นอย่างไร CIMB THAI ยึดแนวคิดว่า ด้วยเงินก้อนเดิม และมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า และสบายใจกว่าให้กับลูกค้าบนพื้นฐานของความมั่นคง และการเติบโตอย่างยั่งยืน
ธนาคารจึงประกาศจุดยืนของการเป็น “Safer Pocket” หรือ ที่พักเงินสำหรับส่วนที่ลูกค้าต้องการความมั่นคง ผ่านการจัดพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความเสี่ยงของตลาด และ บริหารพอร์ตอย่างมีวินัย พร้อมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยมุ่งไปสู่การลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่ต้องการความมั่นคง ลดความผันผวน
นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ ผู้อำนวนการ ที่ปรึกษาทางการลงทุน กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนที่ธนาคารแนะนำเป็นการมองตามความเสี่ยงสำหรับพอร์ตความเสี่ยงต่ำ โดยเน้นไปที่ความปลอดภัยของพอร์ต ซึ่งมีสัดส่วนตราสารหนี้ 74% ตราสานทุน 15% และสินทรัพย์ทางเลือก 11% โดยคาดหวังผลตอบแทนประมาณ 2-3%
ส่วนพอร์ตความเสี่ยงปานกลาง สำหรับคนที่รับความเมี่งได้มากขึ้น จะเป็นพอร์ตแบบสมดุล โดนสัดส่วนตราสารหนี้ 33% ตราสารทุน 52% สินทรัพย์ทางเลือก 15% คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 5-7% โดยในช่วงที่ผ่านมาสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าคาดราว 8% เนื่องจากสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย ขณะที่พอร์ตความเสี่ยงสูง มีสัดส่วนตราสารหนี้ 9% ตราสานทุน 81% สินทรัพย์ทางเลือก 10% คาดหวังผลตอบแทนในกรอบ 8-10%
โดยตราสารหนี้แนะนำให้เน้นหุ้นกู้ที่มีคุณภาพดี และมีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ไม่เกิน 5 ปี ในพอร์ตที่ความเสี่ยงสูงขึ้น จะมีการขยับไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศผ่านกองทุนรวม โดยมีการพิจารณาเรื่องนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่ผันผวน
ด้านตราสารทุนแนะนำเน้นลงทุนในหุ้นโลก หุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐ โดยหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรแข็งแรง หุ้นในโซนเอเชียที่ยังไม่แพงมาก เช่น จีน เกาหลี ไต้หวัน ส่วนตลาดหุ้นไทยเหมาะสำหรับการเล่นตามรอบหรือการเก็งกำไรในระยะสั้นมากกว่าการถือยาว ตามการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน สินทรัพย์ทางเลือก ยังคงแนะนำลงทุนทองคำเป็นหลัก รวมถึงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโลก ที่มีกระแสนเงินสด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ม.ค. 69)





