
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงนโยบาย “เศรษฐีวันละ 9 ล้าน” ว่า เป้าหมายของเรื่องนี้คือการรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการซื้อขายต่าง ๆ ที่เราสามารถดูกลไกราคาต่าง ๆ เมื่อทุกคนรับใบเสร็จเข้าระบบให้ข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้สูงอายุ เรื่องที่จะให้คนที่มีเศรษฐกิจอยู่นอกระบบกลับเข้าระบบ ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการผลักดันรัฐบาลดิจิทัล การที่เรารู้สารทุกข์สุขดิบของแต่ละคนและคนที่เดือดร้อน และรู้ราคาต่าง ๆ ทำให้เราคาดหมายในเรื่องของจีดีพี รายรับรายจ่ายต่าง ๆ ได้ และสามารถออกแบบการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพ สำหรับเรื่องงบประมาณก็ได้รู้แล้วว่าถ้าเรานำเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบมาอยู่ในระบบ เรื่องเกี่ยวกับคนไทยจะได้เงินทั้ง 9 ล้านก็จะสามารถดูแลตรงนี้ได้ ซึ่งทุกอย่างทางทีมงานได้ดูตรงนี้แล้ว และจะส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โดยเรื่องนี้มีความมั่นใจและได้มีการประเมินทำการศึกษามาระยะหนึ่งแล้วก่อนที่จะปล่อยนโยบายนี้ออกมา เรื่องนี้ต้องสื่อสารให้มากในการที่จะทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ หากวันนี้เราไม่มีข้อมูลในการซื้อขายต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พยายามทำตรงนั้นก็คือ นำข้อมูลของทุกคน ทั้งรายรับรายจ่ายของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน การค้าขายที่ไหนที่มีของราคาแพง หรือที่ไหนมีความคึกคัก เราสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง ซึ่งตรงนี้จะมีงบประมาณหมุนเวียนจากนอกระบบเข้ามาในระบบ จะทำให้เราสามารถดูแลตรงนี้ได้ และได้คำนวณมาแล้วว่าสามารถทำได้
นโยบายดังกล่าวจะดำเนินการแจกไปเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งเราจะดูตามระบบฐานภาษีอยู่แล้ว ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ว่าเป็นการใช้ภาษีประชาชนสิ้นเปลือง และไม่ตรงเป้าเรื่องเศรษฐกิจนั้น ต้องกลับมาดูเรื่องเกี่ยวกับการรวมศูนย์ข้อมูล การจะทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบของประเทศก็มีแนวนี้อยู่แล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับใบเสร็จทุกคนเข้ามาสู่ระบบ สำหรับประชาชนที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก วันนี้จะมีในเรื่องของนโยบายลดหย่อนภาษี (e-Receipt) ที่เขาสามารถทำได้ และวันนี้หากเรารู้ค่าใช้จ่ายของทุกคน และรู้ว่าการค้าแต่ละที่เป็นอย่างไรบ้าง เราสามารถช่วยเหลือประเทศได้มากขึ้น อยากให้มองตรงนี้เป็นการรวมข้อมูลเพื่อทำเรื่องของรัฐบาลดิจิทัล
ส่วนที่มองว่านโยบายกล่องสุ่ม ไม่ได้ไปปรับเรื่องโครงสร้างความยากจนได้ แต่ไปเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนมากกว่านั้น เรามีนโยบายออกมาทุกรูปแบบ ตนพยายามสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจ wellness เพื่อให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง ตรงนี้ยังไม่ได้มีความมากมายนัก และยังเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เรื่องที่เรานำเสนอเกี่ยวกับรัฐบาลดิจิทัล เรายังเปิดเรื่องของคนไทยไร้จน การดูแลผู้ป่วยติดเตียง การจะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ จำเป็นต้องช่วยเหลือคนกลุ่มนี้
สำหรับเรื่องข้อกฎหมายดูแล้วจะไม่ติดล็อคเหมือนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยศึกษาแนวทางไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อนโยบายของพรรคนั้นก็เป็นสิทธิ์ของทุกคน เราน้อมรับและได้ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พยายามพูดคุยกับพี่น้องประชาชน วันนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเงินอย่างเดียว แต่ต้องหารายได้เข้ามาในประเทศด้วยคือ อีกหนึ่งหมุดหมาย และหากเราดูเรื่องข้อมูลสาธารณสุข 30 บาทเอไอ เรารู้ข้อมูลต่างๆ ก็จะทำให้รู้ว่าประเทศควรเดินไปทางไหน ซึ่งจะทำให้การส่งมอบนโยบายให้ตรงจุดมากขึ้น ตรงนี้เรามองว่าเป็นการทำทั้งระบบ และสามารถทำได้
นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรวมข้อมูลของรัฐบาลดิจิทัล คนไทยมี 60 ล้านคน เราสามารถดูแลคนได้ทั้งหมดไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำ ซึ่งตรงนี้เป็นกฎหมายหลัก ส่วนการที่เราออกนโยบายนี้ออกมาก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่มาเติมเต็มให้กลไกนี้ เพื่อดึงดูดให้คนเข้าสู่ระบบภาษี โดยมั่นใจว่าจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน ซึ่งเราสื่อสารเสมอว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล การใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาหนุน และในหลายประเทศก็มีธุรกิจที่เข้าสู่ระบบภาษีมากกว่าเรา จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามผลักดัน ขอให้มองเรื่องเกี่ยวกับฐานข้อมูลเป็นหลัก การเข้ามาของเอไอ จะไม่มีประโยชน์หากวันนี้เราไม่รู้จักคนไทย เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่คนไทยกรอกข้อมูลเองและข้อมูลจะเชื่อมกัน เราศึกษามาอย่างรอบคอบแล้ว
ส่วนการแก้ไขเรื่องภาษีนั้นแก้ไขทั้งระบบ เราสื่อสารตลอดว่าเป็นการยกเครื่องประเทศไทย ทุกสิ่งทุกอย่างในครั้งนี้เราไม่สามารถทำเรื่องเดียวได้ ต้องแก้ทั้งระบบ แก้แต่ละจุดเราก็แก้ อยากให้ทุกคนมองไปที่นโยบายตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดมา นี่เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่เราเปิด แต่ปฏิเสธที่จะตอบว่างบ 3 พันล้านบาทจะหาได้ใช่หรือไม่ เพียงแค่ยิ้มและพยักหน้า พร้อมยกนิ้วโป้ง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ม.ค. 69)




